ฐานะ อฐานะ


    ฟังธรรม ๒๐ ปี จะเป็นพระโสดาบันได้ไหม เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้หรือเปล่า ไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนวันเดือนปี แต่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังมากน้อยแค่ไหน ถึงจะฟังมากกว่า ๒๐ ปี แต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ แม้จะได้ยินบ่อยๆ เช่น เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ไม่ได้กล่าวว่าคนหรือสัตว์เลย ถูกต้องไหมคะ เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ คือ เห็นเสียงไม่ได้ เห็นกลิ่นไม่ได้ เห็นแข็งไม่ได้ แต่เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ รูปเดียวสิ่งเดียวที่มีจริงที่ปรากฏให้เห็นได้ คือสิ่งที่กำลังปรากฏ รู้เพียงเท่านี้เป็นฐานะที่จะทำให้ละคลายการยึดถือสิ่งที่เคยยึดถือว่า เห็นคน เห็นสัตว์ เห็นโต๊ะ เห็นเก้าอี้ได้หรือยัง ทั้งๆ ที่รู้ว่าจริง จะไปเห็นแข็งได้อย่างไร เห็นเสียงได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา แม้ไม่ต้องเรียกชื่ออะไรเลยทั้งสิ้น แต่มีจริง เป็นสิ่งเดียวที่ปรากฏให้เห็นได้ว่า มีลักษณะอย่างนี้แหละ เป็นอย่างนี้แหละ ไม่เป็นอย่างอื่น ไม่ใช่คน ไม่ใช่อะไรเลยทั้งสิ้น เหมือนมองเงาในกระจก มีใครในกระจกหรือเปล่า แต่เห็นทีไรเป็นเราทุกที ไม่ได้เข้าใจเลยสักนิดว่า เป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ฉันใด เดี๋ยวนี้ก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเห็นที่ไหน โลกไหน วันไหนก็ตาม สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ที่จะละคลายความติดข้อง ละคลายการยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็โดยการเพิ่มความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ไม่ลืมว่า ขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ถ้ารู้ว่าทุกอย่างเกิดดับอย่างเร็วมาก จักขุปสาทไม่เที่ยง ข้อความในพระไตรปิฎก ทุกคนก็ผ่าน สิ่งที่ปรากฏทางตา ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า รูปารัมมณะ หรือรูปารมณ์ หรือวัณโณ ก็ได้ ก็ไม่เที่ยง ได้ยินอย่างนี้ แต่ก็เหมือนเที่ยง ยังไม่เห็นปรากฏการดับไปเลย พร้อมกันการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วก็ปรากฏพร้อมนิมิตที่ตั้งขึ้นว่า เป็นรูปร่างสัณฐานอย่างนี้ จำไว้เลยว่า นี่เป็นอะไร

    เพราะฉะนั้น กว่าจะไถ่ถอนการยึดถือสภาพธรรมที่ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นสิ่งที่ความจริงเพียงปรากฏว่ามีจริงๆ และปรากฏให้เห็นได้ ที่จะเข้าใจว่า เป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เป็นอนัตตา

    เพราะฉะนั้น ฟังเท่านี้เป็นฐานะที่จะทำให้รู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระโสดาบันได้ไหม ฐานะหรืออฐานะ ไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้เลย เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่เข้าใจว่า ไม่ต้องศึกษาปริยัติ ไม่ต้องศึกษาพระพุทธพจน์ให้เข้าใจ ปฏิปัตติ แล้วก็จะรู้ปริยัติ นี่ก็ไม่ตรง ค้านกับพระพุทธพจน์ เพราะว่าความจริงปัญญาต้องเจริญขึ้นตามลำดับ คือ จากปริยัติ รอบรู้ในพระพุทธพจน์ วาจาสัจจะ พูดถึงความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ทั้งหมด สามารถค่อยๆ เข้าใจขึ้น ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ จะถึงปัญญาที่สามารถเข้าถึงความจริงที่กำลังปรากฏของธรรมแต่ละหนึ่งที่กำลังเกิดดับ เป็นทุกขอริยสัจจะได้อย่างไร

    นี่คือการศึกษาต้องตามลำดับ จากปริยัติ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิปัตติ สามารถเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริงจนถึงปฏิเวธ ประจักษ์แจ้งแทงตลอดความจริงของธรรม ซึ่งเกิดขึ้น และดับไป

    เพราะฉะนั้น นี่เป็นฐานะ ให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่อฐานะ คือ คิดว่าไม่ต้องศึกษาธรรมเลย เพียงจะไปทำอะไร แล้วเข้าใจว่า จะสามารถรู้การเกิดดับ เป็นอนัตตาของสภาพธรรม นี่ก็ไม่ถูต้อง เป็นอฐานะ

    เพราะฉะนั้น ความเป็นผุ้ตรง รู้ฐานะของตนเอง ก็ทำให้เข้าใจแม้บารมีว่า ถ้าขาดคุณความดีซึ่งเป็นกุศลธรรม มีแต่อกุศลธรรมเพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่งหนาแน่น แล้วเป็นกิเลสที่เศร้าหมอง มัวหมอง เป็นมลทิน และจะสามารถไปรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ และเข้าใจถูกตามความเป็นจริงได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้น แต่ละคำ ถ้าเข้าใจถูกต้อง ก็สอดคล้องกันหมด เพราะเหตุว่าเป็นสัจจะ เป็นความจริง ไม่หลอกตัวเอง และรู้ด้วยว่า ถ้าไม่มีความดีที่เป็นบารมี ก็ไม่สามารถให้จิตเป็นกุศลพอจะรู้ความจริงได้ เพราะเหตุว่าอกุศลเพิ่มขึ้นทุกวัน แล้วเดี๋ยวนี้เติมความดีบ้างหรือยัง หรือยังคงมีอกุศลเรื่อยไป ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ


    หมายเลข 9947
    30 ธ.ค. 2566