Loading...
 14870   ชมพูทวีปและทวีปอื่น ๆ และมนุษย์ต่างดาว
สามารถ
วันที่ 25 ธ.ค. 2552 18:55 น.
อ่าน 3,409
 
 


พระสูตรที่ได้อธิบายถึงลักษณะของโลกอื่น ๆ เช่น

ชมพูทวีป ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของภูสิเนรู เป็นทวีปที่มีท้องฟ้าสีฟ้า มีใบไม้สีเขียว มนุษย์มี

อายุขัยเท่านี้ปี ฯลฯ จะสามารถอ่านได้จากส่วนใดของพระไตรปิฎกครับ  รวมถึงเนื้อหา

เกี่ยวกับจักรวาลด้วยครับ

ขอบพระคุณครับ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
prachern.s
วันที่ 26 ธ.ค. 2552 07:34 น.
 

ขอเชิญคลิกอ่านที่   มนุษย์ทั้ง ๔ ทวีป? 

                             มนุยษ์ที่เกิดในทวีปอื่นๆ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
วิริยะ
วันที่ 26 ธ.ค. 2552 08:07 น.
 

แต่ก่อนดิฉันเข้าใจว่า ชมพูทวีปนั้น คือประเทศอินเดีย   เมื่อตอนเด็กๆดูเรื่องไซอิ๋ว ที่ว่า

พระถังซัมจั๋งเดินทางไปชมพูทวีปนั้น  หมายถึงเดินทางไปประเทศอินเดีย   มาถึงตอนนี้

หลังจากที่ได้อ่านข้อความตามลิงค์ที่ได้ให้มา   กลับกลายเป็นว่า ชมพูทวีปคือโลกของ

เรา ส่วนทวีปอื่นๆ ที่เหลือ คือส่วนที่อยู่นอกโลกที่เราอาศัยอยู่ ดิฉันเข้าใจถูกต้องหรือไม่

คะ  ขอความกรุณายืนยันคำตอบอีกสักครั้งเถอะค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
wannee.s
วันที่ 26 ธ.ค. 2552 19:44 น.
 

ชมพูทวีปคือโลกมนุษย์ที่เราอาศัยอยู่    พระพุทธเจ้าก็ทรงอุบัติขึ้นที่ชมพูทวีป   และ

การได้เกิดในชมพูทวีปนี้ก็เป็นของยาก   เพราะฉะนั้นไม่ประมาทในการเจริญกุศลค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
paderm
วันที่ 27 ธ.ค. 2552 15:01 น.
 
อ้างอิงจาก : หัวข้อ 14870 ความคิดเห็นที่ 2 โดย วิริยะ

แต่ก่อนดิฉันเข้าใจว่า ชมพูทวีปนั้น คือประเทศอินเดีย   เมื่อตอนเด็กๆดูเรื่องไซอิ๋ว ที่ว่า

พระถังซัมจั๋งเดินทางไปชมพูทวีปนั้น  หมายถึงเดินทางไปประเทศอินเดีย   มาถึงตอนนี้

หลังจากที่ได้อ่านข้อความตามลิงค์ที่ได้ให้มา   กลับกลายเป็นว่า ชมพูทวีปคือโลกของ

เรา ส่วนทวีปอื่นๆ ที่เหลือ คือส่วนที่อยู่นอกโลกที่เราอาศัยอยู่ ดิฉันเข้าใจถูกต้องหรือไม่

คะ  ขอความกรุณายืนยันคำตอบอีกสักครั้งเถอะค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะ


ถูกต้องครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
วิริยะ
วันที่ 27 ธ.ค. 2552 15:13 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
khampan.a
วันที่ 27 ธ.ค. 2552 22:55 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
สามารถ
วันที่ 29 ธ.ค. 2552 15:02 น.
 

เราจะทราบได้หรือไม่ครับว่า เขาสิเนรุนั้น คืออะไร คือส่วนใดของจักรวาล หรือระบบ

สุริยะจักรวาลครับ เนื่องจากเกิดความสงสัยขึ้นครับ

ขอบพระคุณครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
paderm
วันที่ 29 ธ.ค. 2552 16:24 น.
 

เรียนความเห็นที่ 7

เชิญคลิกอ่านที่นี่.........ความคิดที่มีประโยชน์ [จินตสูตร]

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
วิริยะ
วันที่ 29 ธ.ค. 2552 17:14 น.
 

ที่จริงดิฉันเอง     หลังจากที่ทราบว่าชมพูทวีปนั้น คือ โลกที่เราอาศัยอยู่  ทำให้เกิดข้อ

สงสัยตามมาอีกมากมายว่า แล้วทวีปอื่นๆล่ะ คือที่ใดในจักรวาล  นอกจากนี้ ยังมีเทวดา

จากทวีปอื่นๆ มาฟังพระธรรมจากพระพุทธองค์อีก    ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยเพิ่มขึ้นไป

อีก      อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณ คุณสามารถ เจ้าของกระทู้ที่ทำให้ดิฉันได้คำตอบ

จากท่านผู้รู้ว่า ชมพูทวีปนั้น คือโลกของเรา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
สิ่งสมมุติ
วันที่ 29 ธ.ค. 2552 20:34 น.
 

จากความคิดเห็นที่ 7 นะครับ

 

ถ้าใครได้ศึกษาดาราศาสตร์

ไกลจากโลกเรามาก จนออกไปนอกกาแลคซี่ของเรา

จะมีที่แห่งหนึ่ง

กินอาณาบริเวณกว้างขวางมาก

เป็นกลุ่มก๊าซล้วนๆ ลอยๆ อยู่รวมตัวกันอยู่อย่างมหาศาล

รูปร่างเป็นภูเขาขนาดมหึมา มีหลายยอด

มีดาวฤกษ์กระจัดกระจายอยู่ภายในหลายจุด บ้างกำลังรวมตัวก่อกำเนิดดาวฤกษ์

ถ้าจำไม่ผิดนักวิทยาศาสตร์เรียกเล่นๆ ว่า ภูเขา เทือกเขา อะไรสักอย่างแหละครับ

ลองไปค้นหารายการวิทยาศาสตร์มาศึกษาดูนะครับถ้าอยากรู้

( ผมได้ดูแล้วอึ้งหละครับ อึ้ง ครับ  อึ้งมากๆ )

 

 

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
วิริยะ
วันที่ 30 ธ.ค. 2552 08:41 น.
 

เรียนถามความเห็นที่ 10

ดิฉันคงไม่ได้ตามไปค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์ตามที่แนะนำมา แต่อยากทราบ

ความเห็นว่า  ที่บอกว่าดูแล้วอึ้งนั้น หมายถึงว่า ทึ่งในพระปัญญาของพระพุทธองค์ ที่

ทรงรู้ในสิ่งที่ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ หรือนักดาราศาสตร์ ก็ยังไม่สามารถรู้ได้ เป็นเช่น

นั้นหรือไม่คะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
สิ่งสมมุติ
วันที่ 30 ธ.ค. 2552 16:27 น.
 

 

ตอบคุณ วิริยะ นะครับ

ผมก็คิดอย่างเดียวกับคุณนี่แหละครับ

(จริงๆมีอีกหลายอย่างที่อึ้ง ว่าพระพุทธเจ้าพูดตรงกับดาราศาสตร์ ที่เขาเพิ่งมารู้ทีหลัง)

 

 

งงนิดหน่อยครับ

ตรงที่ว่า คุณถามนี่

คุณสงสัยว่าผมจะ อึ้ง อย่างไรหรือครับ ?

'_'

? ? ?

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
เมตตา
วันที่ 30 ธ.ค. 2552 20:26 น.
 

 

    ขออนุโมทนาคุณpaderm เป็นอย่างมากค่ะ  ได้คลิกไปอ่าน จินตสูตร แล้ว    ทำให้

ทราบว่าการไปคิดเรื่องที่ไม่สามารถจะรู้ได้  จะคิดไปอย่างไรก็ไม่เกิดประโยชน์เพราะไม่

สามารถนำให้ออกจากทุกข์ได้  ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า

  ...............ข้อนั้นเพราะเหตุไร    เพราะความคิดนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์

ไม่ใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น   ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย  ความคลายกำหนัด

ความดับ  ความสงบ  ความรู้ยิ่ง  ความตรัสรู้  เพื่อนิพพาน.

           [๑๗๒๗]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็เมื่อเธอทั้งหลายจะคิด    พึงคิดว่า

นี้ทุกข์  ฯลฯ  นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา   ข้อนั้นเพราะเหตุไร  เพราะความคิด

นั้นประกอบด้วยประโยชน์   เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้น    ย่อมเป็นไปเพื่อความ

หน่าย... เพื่อนิพพาน  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เพราะฉะนั้นแหละ  เธอทั้งหลาย

พึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า    นี้ทุกข์ ฯลฯ    นี้ทุกขนิโรธ

คามินีปฏิปทา.

 ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
สิ่งสมมุติ
วันที่ 31 ธ.ค. 2552 10:29 น.
 

 

ใครยังนึกภาพไม่ออก

ลองคลิ๊กดูภาพนะครับ

"สิ่งที่สงสัยว่าจะเป็นเขาสิเนรุ"

 

-->   http://www.dias.ie/elephant/index.html

 

เนื้อหาให้อ่านจากตรงนี้ครับ -->   http://en.wikipedia.org/wiki/Molecular_cloud#Giant_molecular_clouds_.28GMCs.29

 

สารคดี ดูตรงนี้ครับ  --> http://www.youtube.com/v/m1VQ4YXliOA&hl=en_US&fs=1&

 

อึ้งมาก ๆ...!!

 

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 15  
สิ่งสมมุติ
วันที่ 1 ม.ค. 2553 23:51 น.
 

 

อ้อ...

 

ลืมไปครับ

 

โปรดใช้กาลามสูตรในการรับชม

 

และที่สำคัญอย่าลืมว่า ถ้าไม่ใช่ใบไม้ในมืออาจารย์ของพวกเรา (พระพุทธเจ้า) แล้ว

 

ก็อย่าไปศึกษาหรือเสียเวลากับใบไม้มากมายมหาศาลบนต้นไม้ให้มากเลยครับ

 

เพราะว่าไร้ประโยชน์และทำให้ผิดทางหลงไปไม่ใช่ทางออกเสียเปล่าๆ

 

แม้ว่ารู้มากรู้ไปหมด  สุดท้ายก็ไม่ดับทุกข์อยู่ดี

 

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 16  
สามารถ
วันที่ 6 ม.ค. 2553 18:16 น.
 

ผมมีโอกาสได้ไปดูข้อมูลที่ คุณสิ่งสมมติ ให้มาทั้งหมดเเล้ว

เป็นภาพที่สวยงามมากนะครับ


ผมได้ทราบถึงความกว้างไกลของจักรวาล ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปในที่ต่าง ๆ

ในจักรวาล ทำให้ทราบว่าดาวโลกนั้นเล็กมาก และชีวิตเราเองนั้นเล็กและแสนสั้นมาก

สิ่งเหล่านี้เเม้จะไม่เป็นความรู้ที่จะนำบุคคลออกจากความทุกได้

แต่ด้วยการที่เราเคยได้ยินได้ฟังพระธรรมมาก็ทำให้สติเราสามารถระลึกได้ถึงความจริง

ต่าง ๆ เเม้ขณะที่กำลังศึกษาสิ่งที่หาที่สุดมิได้อย่างเรื่องของจักรวาล

เมื่อได้เห็น และเมื่อประกอบด้วยความทรงจำในพระธรรมทำให้ผมเห็นความแสนสั้น

ของชีวิตครับ และความตระหนักถึงพระธรรมที่ได้มีบนโลกเเห่งนี้ ในเวลานี้

ซึ่งทำให้ผมเกิดความพยายาม เกิดสติบ่อยขึ้น ตระหนักที่จะไม่ประมาทบ่อยขึ้นมากครับ


ผมมีความเห็นว่าการที่เราเป็นผู้ที่ไม่ขัดต่ออัธยาศัยตามความเป็นจริงของตนเอง

ที่จะมีความสนใจในสิ่งใด ๆ พร้อมกับการที่เราเป็นผู้ระลึกไปด้วยว่า ที่มีความคิดไปได้

ถึงเพียงนี้ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่ต้องด้วยเหตุ ด้วยปัจจัยที่สะสมมา

สิ่งนี้ทำให้เรารู้จักตัวเองตามความเป็นจริง ๆ


ไม่ว่าเราจะเห็นอะไร ได้ยินอะไร หากมีความทรงจำ มีสติ มีปัญญา แล้วย่อมสามารถ

ชักนำเราให้พิจารณาเข้าสู่สติปัฏฐานได้เสมอเลยครับ

การเห็นความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปมา เอาแน่ไม่ได้ เเละเปลี่ยนแปลงตามอารมณ์

หรือปัจจัยนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากเลยครับ

ขออนุโมทนาในข้อมูลและธรรมะเตื่อนใจของทุกท่านครับ


และนี้คงเป็นภาพที่ คุณสิ่งสมมติ ได้หมายถึงเขาสิเนรุใช่หรือไม่ครับ ?

และท่านอื่นมีความเห็นอย่างไรบ้างครับ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 17  
pornpaon
วันที่ 6 ม.ค. 2553 19:33 น.
 

มีความเห็นว่าเป็นสิ่งที่ปรากฎทางตา  เป็นสีต่างๆ อย่างวิจิตรหลากหลาย

แต่ความหลงลืมและสมมติบัญญัติ...ช่างเป็นภาพดวงดาวและจักรวาลที่สวยมากๆ


...ความคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์...

มันควรเป็นกลุ่มก๊าซที่มีรูปร่างตามการหมุนของบรรยากาศโดยรอบ

ด้วยสี เดาว่าเป็นก๊าซพิษ และไม่น่าปลูกสร้างที่อาศัยได้


...ความคิดเห็นเมื่อดูภาพอีกที...

ชีวิตสัตว์โลกนี้ช่างเล็กจิ๋ว...แสนสั้น

แต่ละขณะของแต่ละวัน...ยิ่งสั้นกว่าแสนสั้น

ความประมาทจึงบ่อยเท่าบ่อย...โดยไม่ค่อยรู้ตัว


 ขอบคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 18  
paderm
วันที่ 7 ม.ค. 2553 08:55 น.
 
  

  ความคิดเห็นที่ 19  
สามารถ
วันที่ 7 ม.ค. 2553 22:30 น.
 

ผมเห็นว่า
หากยังมีการจดจ้อง ใส่ใจ สนใจ ในรายละเอียด ของอารมณ์ที่ปรากฎทางใดอยู่
ไม่มีการพิจารณาอยู่เนือง ๆ ว่า

นี้เป็นลักษณะอย่างไร
ลักษณะนี้มีอยู่ได้ ปรากฎได้ด้วยเหตุอะไร
ลักษณะนี้รู้อย่างไร (หรือไม่รู้อย่างไร)
ก็มีเพียงลักษณะนี้ในตอนนี้ ปรากฎได้ด้วยนามธรรมอย่างนี้
ก็มีเพียงลักษณะนี้ในตอนนี้ จะหาเราได้จากที่ไหน
นี้เป็นลักษณะ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของ ๆ เรา
เราไม่เป็นอย่างนี้
นี้ไม่ใช่อัตตาของเรา
ความเห็นว่ามีเรา เป็นของ ๆ เราอย่างนี้ เป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง
ความเห็นว่ามีเรา เป็นของ ๆ เราอย่างนี้ เป็นความเห็นผิด
ความเห็นว่ามีเรา เป็นของ ๆ เราอย่างนี้ ไม่ใช่เรา
ความเห็นว่ามีเรา เป็นของ ๆ เรานี้ควรละ

 

เราก็จะยังเห็นเป็นเรื่องราว ตัวตนอยู่ตลอดไป

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 20  
สิ่งสมมุติ
วันที่ 8 ม.ค. 2553 20:07 น.
 

^

^

จาก ค.ห. ของคุณ สามารถ

การหมั่นคิด หมั่นพิจารณาเรื่อยๆ เนืองๆ เป็นสิ่งดีมากเลยครับ

เป็นการเติมน้ำในระดับ โยนิโสมนสิการ

แต่คิดอย่างนี้ซ้ำๆแค่ไหน  ก็ยังจะมีความเป็น "เรา" อยู่นะครับ

เพราะยังเป็นในระดับ สุตมยปัญญา และจินตมยปัญญา อยู่นะครับ

ต้องเติมน้ำให้บริบูรณ์

จนกว่าน้ำจะไปเอ่อจนไปเติมเต็มน้ำในระดับ สติปัฏฐาน นะคร๊าบ..

( ดังข้างล่างนี้ )

 

"การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์   ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์

การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์  ย่อมยังศรัทธาให้บริบูรณ์

ศรัทธาที่บริบูรณ์   ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยแยบคายให้บริบูรณ์

การทำไว้ในใจโดยแยบคายที่บริบูรณ์   ย่อมยังสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์

สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์   ย่อมยังการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์  

การสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์   ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์

สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์   ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔  ให้บริบูรณ์ 

สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์   ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์  

โพชฌงค์ ๗  ที่บริบูรณ์   ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์"  

 

พอระดับสติปัฎฐานบริบูรณ์แล้ว

ก็เหมือนผ่านประตูแล้วครับ ละสักกายทิฏฐิ เป็นอย่างต่ำระดับโสดาบัน

อื่นๆจะค่อยๆตามมาเอง จนหลุดพ้นในที่สุด (มากสุดภายใน 7 ชาติ)

 

ปล.. ถ้าแม้น้ำเต็มแล้วพอจะทำสติปัฐฐานแล้ว

แต่ก็ยังไม่เริ่มปฏิบัติสติปัฏฐาน (อย่างถูกต้อง) ซักที

ก็จะไม่มีวันผ่านประตูได้เลยนะครับ

 

เช่นนั้น... "เรา" ก็จะยังมีอยู่ไม่มีทางหายครับ

 

 

ขอให้กัลยานมิตรทุกคนเจริญๆต่อครับ

ขอให้ทุกๆคนผ่านประตูได้ไวๆครับ

 

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 21  
สิ่งสมมุติ
วันที่ 8 ม.ค. 2553 20:16 น.
 

ปล.. ส่วนเรื่องจักรวาล เรื่องเขาสิเนรุ

รู้ไว้ให้หายสงสัยก็พอครับ

และที่สำคัญอย่าเชื่อเพียงที่ตาเห็น หรือกล้องวิทยาศาสตร์ตรวจจับได้

เพราะจริงๆมันอาจจะไม่ใช่ ( หรืออาจจะใช่เราก็คงไม่รู้ได้ ) และที่สำคัญรู้แล้วไง รู้แล้วก็ไม่หายทุกข์อยู่ดี

 

 

ได้ยินมาว่า สมัยก่อนมีคนขอดู อวัยวะ.... ของพระพุทธเจ้า

ท่านก็ให้ดูนะครับ

ให้ดูเพื่อให้หายสงสัย  ตอนแรกความสงสัยนี่มัน block ปิดกั้นศรัทธาไว้

พอดูแล้วก็คลายสงสัย ศรัทธาก็เกิดต่อได้

( เหมือนเรื่อง ภูเขาก๊าซ หรือ เนบิวล่าขนาดยักษ์ เนี่ย พอคลายสงสัย ก็เกิดศรัทธาต่อได้ )

พอเกิดศรัทธาแล้วก็มาศึกษา มาปฏิบัติกันต่อ ถึงแก่นธรรมะที่พระพุทธองค์สอน

ส่วนใครจะถามนอกเรื่องไปมากกว่านี้ ก็คงไม่ได้ประโยชน์แล้ว

 

 

เหมือนกับห้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์

คุณครูถามว่า

"ในสวนสัตว์แห่งหนึ่งมีม้า 4 ตัว มีช้าง 5 ตัว มีฮิบโป 2 ตัว แล้วจะมีขาทั้งหมดกี่ขาคะนักเรียน ?"

เด็กชาย ABC ถามว่า

"คุณครูครับ ผมสงสัยว่า ฮิบโปคืออะไร"

ด้วยเมตตา...คุณครูก็ได้ตอบให้พอเข้าใจ

พอเด็กชาย ABC หายสงสัยแล้ว พอเข้าใจแล้ว ก็จะได้กลับมาที่โจทย์เลขตามเติม

แต่ ถ้าเด็กชาย ABC ยังสงสัยต่อ ไปถามแต่เรื่อง ฮิบโป เช่น แล้วคุณครูครับ ฮิบโปดำน้ำได้นานแค่ไหนอ่าครับ แล้วคุณครูครับ แล้วฮิบโปคลอดลูกในน้ำหรือบนบกครับ ฯลฯ

คุณครูก็คงจะต้องหยุดตอบ และหยุดไม่ให้เด็กชาย ABC หลงทางไปมากกว่านี้

เพราะการสอนสิ่งเหล่านี้คงไม่เป็นไปเพื่อการได้เรียนคณิตศาสตร์แน่ๆ

 

พระพุทธเจ้าท่านแสดงโดยนุ่มนวลนะครับ

อุปมาเหมือนใบไม้ในมือท่าน

คนฟังก็เข้าใจตามได้ง่าย

ไม่รู้สึกว่าถูกต่อว่า

และเข้าใจได้ว่าทำไมจึงต้องกลับมาสนใจที่ใบไม้ในมืออาจารย์ แทนที่จะไปมัวนับใบไม้บนต้นไม่รู้เป็นพันๆหมื่นๆใบ

 

^_^

 

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 22  
สามารถ
วันที่ 9 ม.ค. 2553 19:43 น.
 

อ่านข้อความข้างบน (21) แล้วเป็นประโยชน์มากเลยครับ
ขอบพระคุณครับ

.....................................

แต่มีบางส่วนที่ผมอยากให้ คุณสิ่งสมมติและผู้ร่วมสนทนา
ได้อธิบายเพื่อความรู้ เพื่อประโยชน์ แก่ผมและผู้อ่านครับว่า
ในข้อความส่วน ความเห็นที่ 19 ที่ว่า

นี้เป็นลักษณะอย่างไร
ลักษณะนี้มีอยู่ได้ ปรากฎได้ด้วยเหตุอะไร
ลักษณะนี้รู้อย่างไร (หรือไม่รู้อย่างไร)
ก็มีเพียงลักษณะนี้ในตอนนี้ ปรากฎได้ด้วยนามธรรมอย่างนี้
ก็มีเพียงลักษณะนี้ในตอนนี้ จะหาเราได้จากที่ไหน
นี้เป็นลักษณะ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของ ๆ เรา
เราไม่เป็นอย่างนี้
นี้ไม่ใช่อัตตาของเรา
ความเห็นว่ามีเรา เป็นของ ๆ เราอย่างนี้ เป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง
ความเห็นว่ามีเรา เป็นของ ๆ เราอย่างนี้ เป็นความเห็นผิด
ความเห็นว่ามีเรา เป็นของ ๆ เราอย่างนี้ ไม่ใช่เรา
ความเห็นว่ามีเรา เป็นของ ๆ เรานี้ควรละ


เหล่านี้ ไม่ใช่การพิจารณาในสติปัฐฐานอย่างไร ?
(เนื่องจากเป็นข้อความที่ผมพิจารณาตามลำดับอยู่เป็นเนือง ๆ ครับ)
บางส่วนเป็นส่วนที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเเก่พระราหุลให้พิจารณาในธาตุอย่างนั้น ครับ
(จาก เทปวิทยุชุดที่ ๒ ประมาณ ครั้งที่ 97 )
เมื่อผมได้ยินเพียงครั้งแรก ปีติและความยินดีก็ในข้อความนั้นก็เกิดขึ้นกับผม
และผมก็ได้พิจารณาอย่างนั้นเรื่องมาเลยครับ
และบัดนี้ทำให้ผมมีความมั่นคงในความจริงของ
ความแตกต่างของรูปและนามที่ปรากฎ

ที่กล่าวเช่นนี้เพราะผมเกรงว่า จากในความเห็นที่คุณสิ่งสมมติได้ยกตัวอย่างไว้ อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดได้หรือไม่ครับที่ว่า

... ถ้าแม้น้ำเต็มแล้วพอจะทำสติปัฐฐานแล้ว
แต่ก็ยังไม่เริ่มปฏิบัติสติปัฏฐาน (อย่างถูกต้อง) ซักที
ก็จะไม่มีวันผ่านประตู...

อาจมีใครหลายคนหรือไม่ที่จะเข้าใจว่า จะต้องมีลำดับอะไร ให้บริบูรณ์อย่างไรก่อน
จึงจะสามารถเป็นผู้อบรมณ์สติปัฏฐานได้
ทั้งที่สติปัฏฐานสามารถเกิดขึ้นได้เเม้ในขณะที่กำลังอ่านข้อความนี้อยู่ว่า
ที่รู้ในความหมายเเห่งอักษรนี้ นี้เป็นลักษณะอย่างไร
(คือ ที่รู้นี้ แข็งหรือ ? เย็นหรือ ? รู้หรือ ? ไม่รู้หรือ ? ... อย่างไรหนอ ?)
หรือลักษณะที่รู้ในความหมายแห่งอักษรนี้มีอยู่ได้อย่างไร
(คือ ที่รู้นี้ มีในเวลานี้จริงหรือ ? มีที่นี่หรือ ? จะมีอยู่แก่ผู้อื่นหรือหนอ ? หรือปรากฎแก่เราเพียงผู้เดียวในโลกหรือ ? ... )

อยากให้มีการอธิบายเพิ่มเติมครับ
เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องครับ
ขอขอบพระคุณครับ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 24  
สิ่งสมมุติ
วันที่ 12 ม.ค. 2553 02:10 น.
 

ยกตัวอย่าง

แม้เวลาได้ยินเสียง

แล้วเราก็เลยพยายามนึกในใจว่า "ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน"

เราก็ยังไม่รู้ว่าเราได้นึกไปแล้ว

เราก็ยังไม่รู้อีกว่า "เราอยากที่จะไม่ได้ยิน"

อย่างนั้นก็ไม่ชื่อว่าสติปัฏฐาน

 

สติปัฏฐานต่างจากสติสัมปชัญยะ

 

 

 

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 25  

  ความคิดเห็นที่ 26  
วิริยะ
วันที่ 15 ม.ค. 2553 11:24 น.
 

จากชมพูทวีป มาจนถึงการดูจิต กระทู้นี้มีประโยชน์มาก ควรตามอ่านให้ครบทุกลิงค์

ขอบคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top