Loading...
 20109   พิจารณาสังขาร
manila
วันที่ 6 ธ.ค. 2554 20:00 น.
อ่าน 2,014
 
 
 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 6 ธ.ค. 2554 20:14 น.
 

           ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

            ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจคำว่า สังขารให้ถูกต้อง เพื่อความเข้าใจถูกครับ

     สังขาร โดยทั่วไปเรามักเข้าใจว่า สังขาร คือ ร่างกายของเรา เช่น มีสังขารที่แก่ชรา

ซึ่งก็เป็นเพียงการเข้าใจคร่าว ๆ  ที่ยังไม่ตรงตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพราะ

เข้าใจเพียงว่าสังขาร คือ รูปร่างกายเท่านั้น แต่ความจริง คำว่า  สังขารหรือสังขารธรรม

คือ สภาพธรรมที่มีจริงที่อาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้น ดังนั้นสังขารหรือสังขารธรรม

จึงมีความหมายกว้าง คือ สภาพธรรมที่มีจริง ที่เป็น จิต(ใจ) เจตสิกและรูป  ไม่ได้หมาย

เฉพาะ ร่างกายที่เป็นเพียงรูปเท่านั้นครับ

 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ - หน้าที่ 448

 บทว่า   เตน   วิจินิ สงฺขาเร  ได้แก่  พิจารณาสังขารทั้งหลายมี รูป เป็นต้น    ด้วย

วิปัสสนาญาณนั้น.

-------------------------------------------------------------------------------

       เมื่อเราเข้าใจ คำว่า สังขาร หรือ สังขารธรรมในสัจจะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ที่

หมายถึง จิต เจตสิกและรูปแล้ว จึงกลับมาที่ประเด็นที่ถามว่า การพิจารณาสังขารนั้น

คืออย่างไร

 การพิจารณาสังขาร ก็แบ่งประเด็นได้หลายประเด็นดังนี้ครับ

1.อะไรพิจารณา

2.พิจารณาอะไร

3.พิจารณาอย่างไร

4.จะทำพิจารณาได้ไหม

5.จุดประสงค์ของการพิจารณาสังขาร คือ อะไร

     จะเห็นนะครับว่า ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แม้เพียงคำที่เราเคยได้ยินกันบ่อย ๆ ที่มักพูดกัน

แต่ก็ลึกซึ้งก็ต้องเริ่มจากการศึกษา ให้เข้าใจก่อนก็จะไม่เข้าใจผิดพลาดครับ

  อะไรพิจารณา  สัจจะคือ ไม่มีเรา มีแต่ธรรม และธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ดังนั้นการ

พิจารณาสังขาร  คือ อะไรพิจารณา ไม่ใช่เรา แต่เป็นปัญญา ปัญญาเกิด รู้ความจริงของ

สังขาร (จิต เจตสิกและรูป)ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ปัญญานั้นเองที่ทำหน้าที่พิจารณา ไม่ใช่เรา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
วันที่ 6 ธ.ค. 2554 20:44 น.
 

   พิจารณาอะไร   พิจารณาสังขาร การพิจารณาสังขาร ด้วยปัญญา จึงไม่ใช่การคิดนึก

ตรึกว่า ร่างกายนี้ไม่เที่ยงแล้วก็แก่   จะเป็นการพิจารณาสังขาร ด้วยปัญญาในพระพุทธ

ศาสนาครับ    แต่ความละเอียดลึกซึ้งมีมากกว่านั้น   เพราะเมื่อพิจารณาด้วยปัญญา ใน

สังขาร สังขารตามที่กล่าวแล้ว ไม่ได้หมายถึงร่างกายเท่านั้น แต่เป็น จิต เจตสิกและรูป

ซึ่งก็ต้องเข้าใจว่าจิต ไม่ได้มีอย่างเดียวที่เป็นใจ แต่จิตมีหลายประเภท ถ้าได้ศึกษาก็จะ

เข้าใจว่า จิตมีหลายประเภท เช่น  จิตเห็น จิตได้ยิน จิตที่ชอบ ไม่ชอบ เป็นต้น  ซึ่งมีจิต

เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว การพิจารณาสังขารก็คือ การพิจารณาสภาพธรรมคือ จิต

เจตสิกและรูปที่กำลังเกิดอยู่ในขณะนี้  ด้วยปัญญาที่เข้าใจว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา     โดย

ไม่ใช่การคิดนึกนะครับ แต่เป็นการรู้ลักษณะของสภาพธรรมทีก่ำลังปรากฎ ชื่อว่าพิจารณา

สังขารครับ   และการพิจารณาสังขาร ก็มีหลายระดับ ตามระดับของปัญญา ที่เห็นสังขาร

หรือสภาพธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตาครับ จะเห็นนะครับ

ว่ายาก เพราะพระธรรมของพระพุทธเจ้าละเอียดลึกซึ้ง    ซึ่งสามารถจะค่อย ๆ เข้าใจได้

ด้วยการศึกษาพระธรรมครับ

      พิจารณาอย่างไร  ปัญญาทำหน้าที่เกิดรู้ความจริงของสภาพธรรม    ทั้งที่เป็นจิต

เจตสิกและรูปที่กำลังเกิด ขณะนั้นชื่อว่ากำลังพิจารณาสังขารครับ

   จะทำพิจารณาได้ไหม ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา คือ บังคับบัญชาไมได้  ต้องอาศัย

เหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น   พิจารณา คือ ปัญญา ปัญญาก็เป็นธรรม บังคับให้เกิดไม่ได้ เมื่อมี

ปัญญาน้อย สะสมอวิชชา ความไม่รู้มามาก จะทำพิจารณา ก็ทำไม่ได้ครับ    แต่ค่อย ๆ

อบรมได้จากการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม

 จุดประสงค์ของการพิจารณาสังขารคืออะไร

  พิจารณา คือ ปัญญา สังขาร คือ สภาพธรรมที่มีจริงที่เป็นจิต เจตสิกและรูป  ปกติของ

ปุถุชน ย่อมสำคัญผิดว่า มีเรา มีสัตว์ บุคคล มีคนอื่น ๆ  ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงมีแต่จิต

เจตสิกและรูป    ดังนั้นปุถุชนจึงมีความเห็นผิดว่ามีสัตว์ บุคคล   การพิจาณาสังขาร คือ

ปัญญาที่เกิดรู้ความจริงของสภาพธรรมที่เป็นจิต เจตสิกและรูป เพื่อเข้าใจว่าขณะนั้นเป็น

ธรรมไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล จุดประสงค์ก็เพื่อไถ่ถอน ละกิเลส   ความเห็นผิดว่าเป็น

สัตว์ บุคคล และ ละกิเลสประการต่าง ๆ ถึงการดับกิเลส ไม่เกิดอีกเลย นี่คือ จุดประสงค์

ตามที่กล่าวมาครับ ซึ่งกว่าจะถึงการพิจารณาสังขารจริง ๆ ที่ไม่ใช่การคิดนึกแต่ต้องเป็น

ปัญญาระดับสูง ก็ต้องเริ่มจากการฟังพระธรรมให้เข้าใจก่อนครับ     เริ่มจากเบื้องต้นเป็น

สำคัญ แม้แต่คำว่า ธรรมคืออะไร ค่อย ๆ ศึกษาไปก็จะถึงความเข้าใจถูกมากขึ้นเองครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
khampan.a
วันที่ 6 ธ.ค. 2554 22:04 น.
 

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     จุดประสงค์ของการฟังพระธรรม   ศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง

ก็เพื่อเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริง    สภาพธรรม

ที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้  เป็นธรรมที่มีจริง เป็นสังขารธรรม (ธรรมที่เกิดขึ้นเพราะ

อาศัยปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่  จิต  เจตสิก  และรูป)   ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้

ถ้าหากว่าไม่มีการฟัง    ไม่มีการศึกษาด้วยความละเอียดรอบคอบแล้ว    ไม่มีทางที่จะ

เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ได้     มีแต่จะสะสมความไม่รู้ต่อไปไม่สามารถที่จะละ

คลายการยึดถือสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏว่าเป็นตัวตน   เป็นสัตว์  เป็นบุคคลได้    

แต่ถ้าหากเริ่มจากการฟัง    ด้วยความละเอียดรอบคอบแล้ว    ก็เป็นเครื่องอุปการะเกื้อ

กูลให้ปัญญาเจริญขึ้น สามารถเข้าใจถูกเห็นถูกตรงตามความเป็นจริง  ของสภาพธรรม

ที่กำลังมีในขณะนี้ได้   สำคัญอยู่ที่ความเข้าใจถูกเห็นถูกตั้งแต่ต้นว่า   ขณะนี้ เป็นธรรม

และธรรมที่มีจริงในขณะนี้    เป็นธรรมที่มีจริงแต่ละอย่าง ๆ     โดยไม่ปะปนกัน เกิดขึ้น

เพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป  หาความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนในสภาพธรรมแต่

ละอย่าง ๆ  ไม่ได้เลย          ปัญญาเท่านั้นที่จะทำกิจนี้ คือ  รู้สภาพธรรมตามความเป็น

จริง ได้    แล้วปัญญาจะมาจากไหน ถ้าไม่เริ่มสะสมตั้งแต่ในขณะนี้จากการฟังพระธรรม

ศึกษาพระธรรม ฟังในสิ่งที่มีจริงบ่อย ๆ เนือง ๆ    ซึ่งก็ไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่มีจริง

ทางตา  ทางหู  ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจเลย    มีให้ศึกษาอยู่ขณะจริง ๆ 

ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลย  ครับ 

 ขอเชิญคลิกฟังคำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

                                 พิจารณาสังขารหมายความว่าอย่างไร

                                     ศึกษาพระธรรมเพื่อเข้าใจอะไร

                            ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
วิริยะ
วันที่ 6 ธ.ค. 2554 22:26 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
natre
วันที่ 7 ธ.ค. 2554 08:39 น.
 

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
เซจาน้อย
วันที่ 7 ธ.ค. 2554 08:40 น.
 

   ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

                           ขอบคุณและขออนุโทนาอเผดิม อคำปั่นด้วยครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
JANYAPINPARD
วันที่ 7 ธ.ค. 2554 09:55 น.
 


พิจารณาสังขารหมายถึงพิจารณาสังขารธรรม.ธรรมที่มีอยู่จริงเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง

ได้แก่จิต เจตสิก รูปหรือปรมัตธรรม๓ได้แก่การเจริญปัญญาโดยพิจารณาลักษณะ

สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ..ดังนั้นพิจารณาสังขารหมายถึงวิปัสสนาออย่างเดียวหรือ

หมายถึงสมถภาวนาด้วย

                                                     --------------- 
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔- หน้าที่ 592

กรรมฐานนั้นนั่นเอง มีพุทธานิบายนี้ไว้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เมื่อภิกษุรูปนี้

ผู้ปรารภวิปัสสนาใคร่ครวญ   คือ พิจารณาสังขารทั้งหลาย  ได้แก่  ถือเอานิมิต

ในสมถะ   ด้วยอำนาจแห่งการกำหนดอาการที่จิตตั้งมั่นมาก่อนแล้วให้สัมมสน-

ญาณเป็นไป  ตลอดเวลาไม่มีระหว่างขั้นโดยเคารพวิปัสสนาจิตของตนจะไม่พึง

เกิดขึ้น    ในอารมณ์มีรูปเป็นต้น   

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
paderm
วันที่ 7 ธ.ค. 2554 09:57 น.
 

เรียนความเห็นที่ 7 ครับ

    การพิจารณาสังขาร มุ่งหมายถึง การพิจารณาสภาพธรรมที่มีจริง ด้วยอำนาจความไม่

เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา อันมุงหมายถึง การเจริญวิปัสสนาเท่านั้นครับ

   ซึ่ง สมถภาวนา จะไม่ได้พิจารณาสังขาร หรือ สภาพธรรมที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็น

อนัตตา เพียงแต่ตั้งมั่นในอารมณ์ที่ทำให้สงบจากกิเลสเท่านั้น   แต่ไม่ได้เห็นตามความ

เป็นจริง ด้วยอำนาจไตรลักษณ์ครับ ซึ่งข้อความในพระไตรปิฎก   ได้แสดงการพิจารณา

สังขาร โดยการเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา และยังมีข้อความที่แสดงว่า

การพิจารณาสังชารทั้งหลาย แม้ขณะที่เจริญสมถภาวนา จิตที่เจริญสมถภาวนา มีจริง ที่

เป็นมหัคตจิต (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน)    ก็สามารถพิจารณาสภาพธรรมที่เป็นจิตใน

ขณะนั้นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ดังที่เรามักได้ยินคำนี้บ่อย ๆ คือ พิจารณา

องค์ฌานเป็นบาทของการเจริญวิปัสสนา   คือ เจตสิก หรือ  จิตที่เกิดขึ้นขณะนั้น    เป็น

อารมณ์ของกาเรจริญวิปัสสนา พิจารณาสังขารทั้งหลาย ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ นั่นคือ

ขณะที่พิจารณาสังขารทั้งหลาย เป็นการเจริญวิปัสสนาเท่านั้น จนถึงการดับกิเลสครับ

    ซึ่งจากรพระสูตรที่ผู้ถามยกมานั้น ก็แสดงว่าถือเอานิมิตของสมถะ  คือ ถือเอา  (เป็น

อารมณ์ของการเจริญวิปัสสนา) ตัวจริงของสภาพธรรมที่เป็นจิต เจตสิก ของฌานที่เกิด

ขึ้นพิจารณาสังขารทั้งหลาย คือ จิต เจตสิกทั้งหลาย ของสมถภวานาที่เป็นฌาน   ด้วย

อำนาจสัมมสนญาณ คือ การเห็นการเกิดขึ้นและดับไปนั่นเองครับ       ซึ่งการพิจารณา

สังขารทั้งหลาย    จึงเป็นการเจริญวิปัสสนาเท่านั้น ส่วนสมถภาวนาขณะที่เจริญ   มีจิต

เจตสิก เป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั่นเองครับ    แต่ตัวสมถภาวนา เป็นสภาพธรรมที่เพ่ง

อารมณ์ (อารัมมณูปนิชฌาน) แต่ไม่ได้เพ่งลักษณะ  ที่เป็นวิปัสสนา(ลักขณูปนิชาน)ครับ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 64

   พระโยคีบุคคลนั้นเห็นว่า  สพฺเพ  สงฺขารา  สุญฺา  แปลว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง

เป็นของว่าง   ดังนี้แล้วจึงยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ พิจารณาสังขารทั้งหลาย อยู่  จึง

ละความกลัวและความยินดีเสียได้ก็ย่อมวางเฉย   

****************************************************

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 293

แต่พระโยคาวจรกำหนดกัมมัฏฐานนี้แล้ว   ให้จตุตถฌาน   มีอานาปานสติเป็นอารมณ์  

เกิดขึ้นทำฌานนั้นนั่นแล   ให้เป็นบาท(อารมณ์)  พิจารณาสังขารทั้งหลาย แล้วบรรลุ

พระอรหัต

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
jaturong
วันที่ 7 ธ.ค. 2554 10:34 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
manila
วันที่ 7 ธ.ค. 2554 11:58 น.
 
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนานะคะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
intira2501
วันที่ 10 ธ.ค. 2554 09:55 น.
 
ขอบคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านด้วยค่ะ
 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top