Print 
ทุจริตทั้งหมดของประเทศและของโลก ก็เพราะขาดปัญญา
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  8 มิ.ย. 2561
หมายเลข  29800
อ่าน  791

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



ประมวลสาระสำคัญ

จากการสนทนาธรรม
ที่กนกรัตน์รีสอร์ท อัมพวา  จ.สมุทรสงคราม
วันศุกร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๑








~ประโยชน์ของการฟังพระธรรม ทั้งหมด เพื่อเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจ ก็เสียเวลา

~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ละเอียด ลึกซึ้งอย่างยิ่ง 

~นานแสนนานที่ไม่รู้มาแล้ว จนกว่านานแสนนานกว่าที่จะค่อยๆเข้าใจขึ้น

~ทุกขณะของชีวิตที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม มีค่าที่สุด

~หนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่อัตตา(ไม่ใช่ตัวตน) ไม่ใช่กรอบวิธีการ แต่เพื่อความเข้าใจความจริงถึงที่สุดจนกว่าจะหมดความเป็นเรา

~ทุกคำที่จริง มาจากพระปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ความเข้าใจนั่นแหละ จะทำให้ละความไม่รู้และความติดข้อง

~ถ้าเราไม่ได้ฟังคำจริง จะไม่มีทางเข้าใจความจริง

~ไม่มีเรา มีแต่ธรรม    สิ่งที่มีจริง เป็นธรรม ไม่ใช่เรา

~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหมด ไม่ใช่ให้ใครไปทำอะไร แต่ว่าปัญญา เป็นความเข้าใจถูกต้อง  ไม่ใช่เรา  ปัญญา ถือเอาแต่สิ่งที่ควร ละทิ้งสิ่งที่ไม่ควร

~เห็นผิดเกิดเมื่อไหร่ จะมาทำหน้าที่เห็นถูกไม่ได้ ก็ต้องเห็นผิด ตามกิจหน้าที่ของธรรมนั้นๆ

~ต้องเป็นผู้ตรง ไม่มีการที่จะต้องไปเกรงใจอกุศล เพราะเหตุว่า ถูกคือถูก ผิดคือผิด

~ฟังเรื่องร้ายๆ ก็สงสาร(เห็นใจ ประสงค์ที่จะให้เขาพ้นจากความทุกข์เดือดร้อนนั้น)แล้ว  มีแต่กรรมและผลของกรรมที่ปรากฏ วันหนึ่งๆมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น นั่นคือ  ผลของกรรมที่ได้ทำแล้วในอดีต อย่างเช่น  ถูกทรมาน ถูกเบียดเบียนประทุษร้าย เป็นต้น  ถ้าเขาไม่ทำกรรมมา จะได้รับผลของกรรมอย่างนั้นหรือ? เพราะฉะนั้น สัตว์โลก ก็เป็นที่ดูกรรมและผลของกรรม แม้แต่ผู้ที่ทำกรรม ก็จะเป็นเหมือนอย่างบุคคลที่กำลังได้รับผลของกรรมนั่นแหละ

~ตอบแทนพระคุณบิดามารดา คือ เป็นคนดี  ทำดี   (ไม่ใช่ไปบวชโดยไม่รู้อะไร)

~ไม่ควรดีใจไปกับความไม่รู้

~ประเพณีที่ไม่ดี   ใครจะรักษาไว้?

~ชาวพุทธต้องเป็นผู้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงชื่อ แต่ต้องรู้พระคุณ เพราะเหตุว่า ถ้าไม่มีพระคุณ ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้    ใครก็ตามจะมีความดีมากสักเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่ถึงคุณที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ก็เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้

~เมตตา หมายถึง ความเป็นมิตร ความหวังดี พร้อมที่จะเกื้อกูล ไม่มีการที่จะแข่งดี ไม่มีการทำร้ายด้วยกาย วาจา พร้อมที่จะทำประโยชน์กับผู้นั้น นั่นคือมิตร หวังดี ไม่ได้ให้เขาเป็นทุกข์เดือดร้อน ไม่ได้ให้คำไม่จริงกับเขา

~แม้จะเป็นเศรษฐีมั่งมีมหาศาล มีตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์มากมาย สักเท่าไหร่ ก็ตาม แต่เขาก็ไม่พ้นจากทุกข์

~คิดไหมว่า ตลอดชีวิตในสังสารวัฏฏ์ ไม่สามารถเข้าใจอะไรได้เลย ถ้าไม่ได้ฟังคำที่เกิดจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระมหากรุณา ให้คนฟังได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นสมบัติที่เงินทองทรัพย์สมบัติมหาศาล ก็ซื้อไม่ได้ นอกจากฟังคำที่มีค่า เห็นค่าของคำนั้น ไตร่ตรอง เข้าใจแล้วเป็นผู้ที่ตรง สิ่งใดถูกก็คือถูก สิ่งใดผิดก็คือผิด ถ้ารู้ความจริงอย่างนี้ จะมีความหวังดีต่อคนอื่นไหม  ที่จะให้เขาได้เข้าใจถูกด้วย ไม่เข้าใจผิดอีกต่อไป เพราะฉะนั้น ชาวพุทธ คือ ผู้ที่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ประมาท ว่า แต่ละคำไม่ใช่ง่าย แต่เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ค่อยๆฟังไป ค่อยๆเข้าใจไป

~เคยเป็นเรามานานแสนนาน แต่พอได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เข้าใจถูกต้องว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริง แต่ละหนึ่ง ซึ่งใครๆก็บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้วไม่ให้ดับก็ไม่ได้ ปัญญาอย่างนี้จะมีได้อย่างไรด้วยตนเอง  ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ที่กล่าวว่าเป็นชาวพุทธ นั้น  ก็ต้องฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยความเข้าใจจริงๆ   รอบรู้ในคำที่ได้ฟัง เพราะถ้ารอบรู้ในคำที่ได้ฟังแล้วจะไม่มีทางผิด

~พระพุทธศาสนา อันตรธาน(สูญสิ้น)แน่ ถ้าไม่มีใครเข้าใจ แต่ตราบใดที่ยังมีผู้เข้าใจ ช่วยกันดำรงรักษา พระพุทธศาสนาก็ดำรงอยู่

~ปัญญา ถือเอาในสิ่งที่ควร ทิ้งสิ่งที่ไม่ควร เพราะฉะนั้น ทุจริต(ความประพฤติชั่ว)ทั้งหลาย เป็นสิ่งที่ไม่ควร แต่ผู้ไม่มีปัญญา ทำ เพราะไม่รู้  ถ้าปัญญา มี เกิดขึ้น จะไม่ไปทำในสิ่งที่ไม่ควรเลย ไม่ว่าจะเป็นใคร

 ~ทุจริตทั้งหมดของประเทศ และของโลก ก็เพราะขาดปัญญา ซึ่งมาจากเพราะไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่เข้าใจพระธรรม

~ต้องรู้จริงๆ ในพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ทำให้เกิดสิ่งที่ไม่เคยเกิดในสังสารวัฏฏ์คือปัญญา แล้วค่อยๆเจริญขึ้น  จนกระทั่งสามารถที่จะละลายอกุศลจนดับเป็นสมุจเฉท(ถอนขึ้นอย่างเด็ดขาด)ได้

 ~ชาวพุทธจริง ๆ คือ ผู้ที่ได้เข้าใจธรรม

 ~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระมหากรุณาแก่สัตว์โลก ให้รู้ว่าอะไรถูก  อะไรผิด  เพื่อจะได้ไม่ทำสิ่งที่ผิด  เพราะว่า สิ่งที่ผิด  เป็นโทษแก่ผู้กระทำ

~ทุจริตทั้งหลาย  มาจากความไม่รู้ เพราะฉะนั้น จะอาศัยความไม่รู้  แก้ความไม่รู้ จะสำเร็จหรือ? เพราะฉะนั้น ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย

~กล้าทำสิ่งที่ถูก ใครจะว่า  ใครจะติเตียน แต่ถ้ากล้าทำสิ่งที่ผิด ทุกคนก็ติเตียน

~ภิกษุ คือ ผู้สงบ ผู้เห็นภัยของกิเลสและผู้ขัดเกลากิเลส จะออกมาถือป้ายประท้วงได้อย่างไร ที่มีการกระทำอย่างนั้น ก็แสดงถึงความไม่สงบซึ่งไม่ใช่ภิกษุในพระธรรมวินัย

~ให้เขาเข้าใจธรรมดีกว่าบวช (โดยไม่เข้าใจอะไรเลย) หรือไม่? เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่เข้าใจธรรมควรบวช หรือไม่? เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องไปให้เขาบวช แต่ให้เขาเข้าใจธรรมก่อน ถ้าเขาอยากบวช ก็ถามเขาว่าเขาเข้าใจธรรมหรือเปล่าถ้าไม่เข้าใจธรรมก็อย่าบวช เพราะบวช คือ การอุทิศชีวิตตนเพื่อที่จะศึกษาธรรม ขัดเกลากิเลสยิ่งกว่าคฤหัสถ์

~จะขัดเกลากิเลสในเพศคฤหัสถ์ ก็ได้ แต่บวช คือ สละเพศคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้น  ต้องเข้าใจคำว่าสละ คือ ไม่เหลือเยื่อใยใดๆเลยทั้งสิ้น  นั่นคือ บวช

~อาณาจักร (ทางบ้านเมือง) แทนที่จะเอาเงินมาเกี่ยวกับพระภิกษุซึ่งไม่รับเงินทอง   อาณาจักรก็ใช้เงินบำรุงประเทศไป   ส่วนพุทธบริษัทก็สามารถที่จะดำรงพระพุทธศาสนาได้โดยการศึกษาให้เข้าใจถูกต้อง  ไม่บำรุงโจร (คือ ไม่ส่งเสริม ไม่ทะนุบำรุงภิกษุอลัชชีผู้ไม่มีความละอาย) 

~ได้รู้ว่า ไม่ควรใส่เงินให้พระภิกษุ ดีกว่าไม่รู้แล้วก็ใส่เงินให้พระภิกษุต่อไป

~คนที่ติสิ่งที่ถูก เพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้น จะรู้ว่าอะไรจริง ก็ต้องตามพระธรรมวินัย เมื่อพูดตามพระธรรมวินัย พิจารณาว่าไม่มีอะไรที่จะถูก นอกจากพระธรรมวินัย    เพราะว่า ถ้าคิดเอง ก็ผิด  เพราะฉะนั้น ถ้าติพระธรรมวินัย ก็เพราะไม่รู้

~ถ้าไม่รู้  ก็ต้องเข้าใจผิด ว่า ชั่วเป็นดี หรือว่า ดีเป็นชั่ว เพราะไม่รู้   ถ้ารู้ ก็คือรู้ว่า ชั่วก็ต้องเป็นชั่ว ดีก็ต้องเป็นดี ถูกก็ต้องเป็นถูก ผิดก็ต้องเป็นผิด

~เหตุ (การกระทำดี และ ชั่ว) อยู่ที่ตัวเรา  แล้วจะไปอาศัยผลให้เกิดกับเราจากการกระทำของคนอื่นได้อย่างไร  เหตุอยู่ที่ตัวเรา เพราะฉะนั้น ผลก็อยู่ที่ตัวเรา  เพราะเหตุอยู่ตรงนี้ 

~ทุจริตทั้งหมด ไม่ว่าใคร ขณะนั้น ไม่มีปัญญา.


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ 
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 8 มิ.ย. 2561 19:35 น.

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ที่เคารพยิ่งและกราบอนุโมทนาในกุศลจิตค่ะ สาธุ สาธุ สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
tuijin
tuijin
วันที่ 8 มิ.ย. 2561 19:50 น.

ขออนุโมทนาสาธุค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
panasda
วันที่ 8 มิ.ย. 2561 20:02 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
peem
วันที่ 8 มิ.ย. 2561 20:26 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
thilda
thilda
วันที่ 8 มิ.ย. 2561 22:43 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
มกร
วันที่ 9 มิ.ย. 2561 12:37 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
2491surin
2491surin
วันที่ 9 มิ.ย. 2561 18:17 น.

 กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนา ครับ.

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
chvj
วันที่ 9 มิ.ย. 2561 19:05 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 9 มิ.ย. 2561 19:45 น.

   ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 10 มิ.ย. 2561 06:57 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
jaturong
วันที่ 11 มิ.ย. 2561 09:39 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 11 มิ.ย. 2561 10:08 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ