004 ความสำคัญของพระพุทธศาสนากับประเทศชาติ
สนทนาพิเศษเรื่อง
ความสำคัญของพระพุทธศาสนากับประเทศชาติ
ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร
วันศุกร์ที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐
ตอนที่ ๔
ท่านอาจารย์ คิดให้ดีว่าจริงๆ แล้ว ทุกคนอยู่ร่มเย็นเป็นสุขเพราะทหาร ใช่ไหม
อ.อรรณพ ใช่แน่นอน
ท่านอาจารย์ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าการกระทำหน้าที่นี้ ทำเพื่อประโยชน์ แต่ว่าจิตใจก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าทหารที่ไม่เข้าใจธรรม ก็จะทำด้วยความโกรธ ด้วยความรุนแรง แต่ถ้าเป็นคนที่เข้าใจธรรม และเห็นโทษของอกุศล ก็รู้ว่าทำเพื่อช่วยเหลือตามสมควร ไม่ใช่เกินสมควรด้วยความโกรธหรืออะไร
เพราะฉะนั้นขณะนั้นแต่ละคนไม่ใช่ทหารก็มีอกุศล ฆ่านก ฆ่าปลา ยังฆ่าเลย ใช่ไหม เพื่อประโยชน์อะไร แต่นี่ทำสิ่งตามหน้าที่ ที่จะให้คนอื่นได้มีความสงบสุขด้วย แต่ไม่ประมาท รู้ว่าขณะนั้นยังมีกิเลสจึงฆ่า เพราะฉะนั้นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว ไม่เป็นทหารแน่ ใช่ไหม เพราะว่าจะต้องไปทำหน้าที่เพื่อรักษาประเทศชาติ อาจจะต้องมีวินัยที่จะต้องทำตามหน้าที่อย่างนั้น
เพราะฉะนั้นการที่เป็นทหาร และจะเป็นทหารที่ดี เป็นข้าราชการที่ดี เป็นรัฐบาลที่ดี เป็นใครก็ตามที่ดี คนนั้นต้องเข้าใจธรรม มิฉะนั้นไม่สามารถที่จะดีได้ด้วยตนเอง แม้แต่การเป็นทหารก็สามารถที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้ เพราะว่าไม่ได้มีสงครามทุกวัน ไม่ได้มีการฆ่าทุกวัน แล้วทำอะไร
เพราะฉะนั้นชีวิตของทหารแต่ละคน อย่างของคุณวัฒนชัย เห็นประโยชน์ของพระธรรม ศึกษาธรรม เพราะฉะนั้นถ้าทหารทั้งหมดได้มีความเข้าใจประโยชน์ของพระธรรม และศึกษาธรรม ก็มีส่วนที่จะทำให้ประเทศชาติเจริญ เพราะยามใดที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของการรักษาความสงบของบ้านเมือง ยามนั้นทหารก็ทำประโยชน์ตั้งหลายอย่าง มีตั้งหลายหน่วย ทหารทั้งนั้นเลย พอมีน้ำท่วมก็ทหาร พอมีอะไรๆ ก็ทหาร เพราะฉะนั้นทหารก็มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ ที่จะได้เข้าใจด้วยว่า ขณะนั้นไม่ใช่เพียงทำตามหน้าที่ แต่ยังมีจิตใจที่เมตตากรุณา แล้วก็ทำ สิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ก็ยังทำได้ ด้วยความเข้าใจธรรม ตามที่ได้ศึกษามาเป็นส่วนตัว ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อใครก็ได้
อ.อรรณพ ท่านอาจารย์หมายถึงว่า เมื่อได้เข้าใจธรรมแล้ว ก็มีส่วนที่เป็นกุศลแทรกเพิ่มขึ้นๆ ในการที่จะปฏิบัติตามหน้าที่
ท่านอาจารย์ รู้ว่าทำเพื่ออะไร อย่างคนที่เขาฆ่า อย่างโจร เขาทำเพื่อลักทรัพย์ ทำเพื่อส่วนตัวของเขา แต่ทหารรู้ตัวว่า ทำเพื่ออะไร ไม่ใช่ไปยิง ไปฟันใคร เพื่อประโยชน์ของตัวเอง
อ.อรรณพ ต้องมีจิตที่มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือ เพื่อทำหน้าที่
ท่านอาจารย์ และในขณะเดียวกัน ก็ต้องเป็นผู้ที่ฉลาดที่จะพิจารณาว่า การกระทำอย่างไรเพียงพอ ไม่ใช่เกินไปจนกระทั่งเขาเดือดร้อน หรืออะไรอย่างนั้น เพราะอย่างคนเรา ถึงไม่ถูกลูกระเบิด ทหารไม่ได้ทิ้งลงมา ก็ตายได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นคนที่ถึงวาระ ที่จะต้องเป็นอย่างนั้น อยู่ที่ไหนก็ต้องตายเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ เราไม่ได้ทำให้เขาตาย เราทำตามหน้าที่ แต่เขาจะตายหรือไม่ตาย อยู่ที่กรรมของเขา ใช่ไหม คนหนึ่งอาจจะไม่อยู่ในหมู่บ้านที่ถูกระเบิด ไปเสียที่ไหนก็ได้ โดยการที่ว่าเขาไม่ถึงเวลาที่จะต้องตาย หรือคนที่ถูกระเบิดที่ไม่ตายก็มี เพราะฉะนั้นแต่ละชีวิต ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น วินัยก็คือนำกิเลสออกไป
อ.อรรณพ ตามส่วน
ท่านอาจารย์ ตามความหนาบางของกิเลสว่าสะสมมาเท่าไร ทหารที่มีเมตตากรุณาก็มี ใช่ไหม ไม่ใช่ทหาร เมตตากรุณาก็มี เพราะฉะนั้นไม่ใช่หมายความว่าอาชีพหนึ่งอาชีพใด จะกั้นการเจริญกุศล หรือการเข้าใจธรรม
อ.อรรณพ เป็นประโยชน์มากๆ เพราะว่าทุกอาชีพ แต่ว่าได้ยกตัวอย่างอาชีพทหารมา ถ้าทหารเห็นประโยชน์ของการศึกษาพระธรรมวินัย ก็จะอุปการะเกื้อกูลมากๆ ที่จะนำกิเลสหยาบๆ ออกก่อน เช่น อาจมีความโกรธแค้น ทำไปด้วยความโกรธแค้น หรือว่าส่วนตัว หรืออะไร ก็จะน้อยลง แล้วก็จะคิดถึงประโยชน์ว่าเป็นหน้าที่
ท่านอาจารย์ ถ้าเขาไม่ทำผิด ก็ไม่มีใครไปลงโทษหรือทำอะไร ใช่ไหม
อ.อรรณพ แล้วก็มีจิตที่มีเจตนาในการประทุษร้ายน้อยลง ที่ไม่ได้เจาะจงหรือต้องการให้เกิดความลำบากมาก
ท่านอาจารย์ และก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อคนอื่น การฆ่าสัตว์ที่ชาวบ้านทำอยู่ ไม่ได้รักษาประเทศ ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล
อ.อรรณพ ก็คือนำออกไปตามส่วน กิเลสหยาบก่อน
ท่านอาจารย์ ทหารสละชีวิตเพื่อคนอื่น ใช่ไหม เท่าที่เราเห็น ในการรักษาประเทศชาติ แม้แต่ทางภาคใต้ คุณอรรณพเคยฆ่ามดไหม
อ.อรรณพ เคย
ท่านอาจารย์ แล้วอย่างไร ทหารก็ฆ่าโจร มดไม่ใช่โจร แต่โจรเป็นผู้ที่ทำร้าย ประชาชนหรือว่าโลกทั้งหมดเลย แล้วแต่ว่าจะเป็นโจรประเภทไหน มีความรุนแรงแค่ไหน เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของธรรม ไม่ใช่เรื่องของแต่ละบุคคล แต่ว่าปัญญาสามารถที่จะนำไปสู่การกระทำที่เป็นเหตุผลที่ถูกต้อง และเป็นการเสียสละหรือเปล่า อย่างทหารตายอย่างนี้ สละหรือเปล่า สละชีวิตหรือเปล่า
อ.อรรณพ มิฉะนั้นก็คงไม่ได้มานั่งสนทนากันอย่างนี้ ก็เป็นประโยชน์มาก ที่เห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่ได้ขัดกับอาชีพอะไรเลย ที่ท่านอาจารย์กล่าว อย่างเช่นอาชีพทหาร ถ้าคนที่คิดผิวเผิน แล้วก็คิดว่า มาศึกษาธรรม เเล้วจะทำหน้าที่ทหารได้อย่างไร แต่ตรงข้ามกลับจะทำหน้าที่ทหารได้ดีขึ้น แล้วก็รักษาจิตของตนเองได้ดีขึ้น รักษาสิ่งต่างๆ รักษาประเทศชาติรักษาพระธรรมวินัย ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ได้ดียิ่งขึ้น
ท่านอาจารย์ ตั้งแต่ในครั้งพุทธกาล ก็มีทหารที่เข้าไปสู่วัด พระอาราม และก็เห็นวัดวาอาราม น่ารื่นรมย์มาก ใช่ไหม ก็กล่าวสรรเสริญคุณของพระภิกษุซึ่งทำให้ที่นั้น เป็นที่ที่รื่นรมย์ด้วยความสงบ ด้วยความที่พ้นจากสิ่งอื่นอย่างชาวโลก พระภิกษุท่านก็ตอบว่า ที่ท่านได้มีชีวิตอย่างดีร่มรื่น ก็เพราะมีทหาร ที่จะช่วยดูแลรักษาประเทศชาติให้มั่นคง ท่านจึงสามารถที่จะศึกษาธรรม แล้วก็ดำรงชีวิตอย่างสงบได้ ที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่นด้วย
เพราะฉะนั้นต่างคนก็ต่างได้กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ว่าสิ่งที่ทำนั้นไร้ประโยชน์ แต่ว่าเมื่อตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ ทหารก็มีหน้าที่ขัดเกลากิเลสด้วย ไม่ใช่ว่าไม่ศึกษาธรรม ไม่ฟังธรรมเลย แล้วจะเป็นคนดีได้อย่างไร เพราะฉะนั้นทหารเองก็มีหน่วยอนุศาสนาจารย์ มีอะไร ใช่ไหม แต่ทั้งหมดก็คือว่าต้องเข้าใจธรรม
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นที่สนทนามา หัวข้อใหญ่ของเราคือ ความสำคัญของพระพุทธศาสนากับประเทศชาติ ได้เห็นเพิ่มขึ้นว่า พระพุทธศาสนานี้มีความสำคัญกับแค่ประเด็นเดียวที่ทหาร ให้ทหารรวมถึงทุกคนด้วย แต่จะเอาเฉพาะประเด็นนี้ก่อน ที่จะทำให้ผู้ที่เป็นทหาร เป็นผู้ที่มีคุณธรรม แล้วเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีมาก แล้วก็เป็นผู้ที่มีความเดือดร้อนจิตใจน้อยลง เพราะกระทำหน้าที่เต็มที่มากขึ้น ประเทศชาติก็ต้องมั่นคง ความมั่นคงของประเทศก็ต้องมาจากทหาร แล้วทหารยิ่งมีความเข้าใจในพระธรรมวินัย วินัยของทหารนี้ ก็ยิ่งเป็นไปได้ดี
ท่านอาจารย์ เพราะว่าส่วนใหญ่ทหารจะต้องศึกษา เรื่องการป้องกันประเทศชาติ ใช่ไหม ไม่ใช่ไปทำร้ายใคร แต่เป็นเรื่องของการป้องกัน คงไม่ลืมพระเจ้าอโศกมหาราช รักษาประเทศชาติ และดำรงพระศาสนาด้วยทั้งสอง
อ.อรรณพ ก็ตรงกับใจผม ที่จะกราบเรียนถามท่านวิทยากรอยู่ว่า ตัวอย่างบุคคลในสมัยก่อน ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงพระเจ้าอโศก พระเจ้าอโศกท่านก็เป็นกษัตริย์นักรบ เป็นกษัตริย์ด้วย เป็นนักรบด้วย ปราบดาพิเศษมามากมาย และแน่นอน ท่านจะต้องผ่านการฆ่าคนมาเยอะ แต่ท่านจะเป็นผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมาก อ.คำปั่นจะกล่าวถึงพระเจ้าอโศก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของชีวิตกษัตริย์นักรบ ที่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่อย่างไร
อ.คำปั่น เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจน สำหรับผู้ที่เคยกระทำในสิ่งที่ผิดมาก่อน ด้วยกำลังของกิเลสที่เกิดขึ้นเป็นไป เพราะว่ายังไม่ได้เข้าใจในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนั้น ก็ยังเลื่อมใสในนักบวชนอกศาสนาด้วย มีการทะนุบำรุงมากมายมาเป็นเวลาหลายปี จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามีการทำการสักการบูชา นอบน้อมต่อพระรัตนตรัย ตามเหมาะควรในฐานะของตนเอง ที่จะกระทำได้ในฐานะที่เป็นกษัตริย์
และที่เป็นบทบาทสำคัญ ในการที่จะทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาจริงๆ ก็คือในช่วงที่พระองค์ได้ทรงครองราชย์แล้ว ผ่านมาประมาณ ๘ ปี ที่มีนักบวชนอกศาสนา ปลอมเข้ามาบวช เพราะว่าเสื่อมจากลาภสักการะ เพราะว่า พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ก็มีพวกเดียรถีย์ปลอมบวชมากมาย เมื่อปลอมบวชเข้ามา ก็แสดงลัทธิความเห็นของตนเอง ซึ่งขัดกับพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสิ้นเชิงเลย
ถ้าหากว่ากษัตริย์ไม่มีความรู้ ความเข้าใจพระธรรม จะทำอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ แต่เพราะพระองค์เป็นผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็กราบอาราธนาพระโมกคัลลีบุตรติสสะเถระ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ เพื่อที่จะมา ให้ท่านช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนา เพราะว่าขณะนี้พระพุทธศาสนาเสื่อมโทรมลงไปมาก ขอให้ท่านเป็นผู้ที่ช่วยในการเชิดชูพระพุทธศาสนาให้ดำรงมั่นต่อไป แล้วท่านพระโมกคัลลีบุตรติสสะเถระก็มา แล้วก็ได้มาแสดงธรรมเกื้อกูลแก่พระเจ้าอโศกมหาราชเพิ่มขึ้นมาอีก ทำให้พระองค์เป็นผู้ที่มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา และพระองค์เป็นผู้ที่ให้มีการประชุมพระภิกษุทั้งหลาย แล้วพระองค์เป็นผู้ตรัสถามด้วยพระองค์เองว่า พระสัมมาส้มเจ้า มีปรกติตรัสว่าอย่างไร
ผู้ที่ปลอมบวชมาก็กล่าวตามความคิดความเห็นของตนเองว่า พระพุทธเจ้าแสดงว่าขาดสูญบ้าง เที่ยงบ้าง เป็นต้น พระองค์ก็รู้แล้วว่านี่คือ ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ประทานผ้าให้ออกไป ไม่ให้อยู่ในพระธรรมวินัย เป็นหมื่นๆ คน ๖๐,๐๐๐ คน ส่วนผู้ที่กล่าวถูกต้องตรงตามความจริงพระองค์ก็รู้ว่า นี่คือพระภิกษุในพระธรรมวินัย ก็เป็นการกำจัดเสี้ยนหนามที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา แล้วพระองค์ก็เป็นผู้ที่ทะนุบำรุงการกระทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ที่เมืองปาตาลีบุตร ที่อโศการาม โดยมีพระโมกคัลลีบุตรติสสะเถระ เป็นประธาน และมีพระภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ซึ่งเป็นผู้ที่ทรงธรรม ทรงพระวินัย ในการช่วยกันกระทำสังคายนา รวบรวมพระธรรมวินัย ให้สะอาดบริสุทธิ์ แล้วก็ทำอยู่นาน ๙ เดือน จึงสำเร็จ
ซึ่งทั้งหมดก็สืบเนื่องมาจาก ผู้ที่เข้าใจธรรมที่จะช่วยดำรงพระพุทธศาสนาไว้ได้ แม้ในฐานะที่เป็นกษัตริย์ ที่นอกจากจะกระทำการปกครองบ้านเมือง ให้เป็นไปอย่างสงบสุขแล้ว ในฐานะที่พระองค์เป็นพุทธศาสนิกชน พระองค์ก็ไม่ละทิ้ง ไม่ทอดธุระในการที่จะช่วยในการดำรงพระพุทธศาสนา ตามเหมาะควรแก่ฐานะที่พระองค์จะทรงกระทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เพราะมีความเข้าใจธรรมตามความเป็นจริงนั่นเอง
อ.อรรณพ ก็คือเมื่อสมัยพระเจ้าอโศก แล้วก็มีพระมหากษัตริย์ หรือว่าทหารในอดีต ที่เราได้ยินกันในศรีลังกาก็มี และก็มีมากมาย จนกระทั่งในสมัย เรา อ.จักรกฤษ สมัยรัตนโกสินทร์เราก็ได้ หรือว่าสมัยปลายอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นช่วงที่บ้านเมืองมีภัยสงครามมากมาย ทหารกับการรักษาพระธรรมวินัย นั่นคือในสมัยพระเจ้าอโศก ซึ่งชัดเจนมาก ถ้าพระเจ้าอโศกไม่ทำอย่างนั้น ป่านนี้พระพุทธศาสนาคงไม่ถึงพวกเรา ที่จะได้ยินได้ฟังสิ่งที่มีค่าเหล่านี้ แล้วก็ในรุ่นต่อๆ มา
อ.จักรกฤษ ใกล้ๆ เราสมัยปลายอยุธยา ก็เข้าสู่ยุคของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ท่านก็กอบกู้บ้านเมือง ตอนนั้นบ้านเมืองระส่ำระส่ายมาก ตอนนั้นภิกษุ สามเณรในช่วงนั้น ปรากฏว่าไม่ได้อยู่ในพระธรรมวินัยที่ถูกต้อง เพราะว่าบ้านเมืองแตกแยกมาก ก็ปรากฏว่ามีภิกษุทางภาคเหนือ กลายเป็นหัวหน้าแม่ทัพ ตั้งก๊กขึ้นมา ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นภิกษุ ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์มาตอนเด็กๆ เรียกว่า ชุมนุมเจ้าพระฝาง หัวหน้าก๊กนี้เป็นพระภิกษุ เพราะนึกไม่ถึงว่า ทำไมถึงเป็นขนาดนี้ เพราะว่าจับอาวุธแล้วก็ไปปล้นสะดม เพราะว่าจะต้องหาทรัพย์สินมาบำรุงสมัครพรรคพวกตัวเอง
สมเด็จพระเจ้าตากสินภาระท่านก็เยอะอยู่แล้ว ด้วยความที่ท่านเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา เมื่อทำอย่างนี้จะทำให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างยิ่ง ท่านก็ต้องยกทัพขึ้นไปปราบชุมนุมพระเจ้าฝาง ซึ่งท่านมีความรู้ในพระธรรมวินัยดี ไปปราบแล้ว ท่านก็ไม่ได้ว่าจัดการลงโทษ หรือทำประหารชีวิต ผู้ที่เป็นกบฏทั้งหมด แต่ท่านก็มาตรวจสอบรายบุคคลว่า ใครที่ยังมีคุณธรรม แล้วก็มีความรู้ในพระธรรมวินัยอยู่บ้าง และอาจจะถูกหลอกลวงมา ท่านก็ตรวจสอบแล้วก็คัดแยกส่วนที่มีความรู้ แล้วก็มีคุณธรรม มีพระธรรมวินัยอยู่บ้าง ท่านก็อนุญาตให้กลับ บางทีกลับมารับราชการด้วยซ้ำ ส่วนที่ไม่ถูกต้องนั้น ท่านก็ลงโทษไปตามกฎหมาย นี้เป็นภาระหน้าที่ของท่าน ที่ท่านดูแลทหาร
ปรากฏว่าในช่วงนั้น ท่านก็ช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยท่านออกเป็นพระราชกำหนดให้กับพระภิกษุ ให้กับคณะสงฆ์ ได้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในพระธรรมวินัย โดยออกเป็นพระราชกำหนด ตราพระราชกำหนดมาเป็นศีล ๒๒๗ ข้อ ที่อยู่ในพระวินัยอยู่แล้ว ทานตราเป็นพระราชกำหนดออกมาด้วยซ้ำไป คือบังคับว่าให้ภิกษุ คณะสงฆ์ต้องประพฤติปฏิบัติตามให้ถูกต้อง เพื่อที่จะให้เกิดความเรียบร้อยในหมู่สงฆ์ นี้ก็เป็นคุณูปการของท่านที่ดูแล พุทธศาสนาเราจึงสืบทอดต่อมา
อย่างไรก็ตามพอมาถึงสมัย รัชกาลที่ ๑ ตอนนั้นบ้านเมืองก็ยังไม่ได้เรียบร้อยดี ภิกษุก็ยังไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยมาก ท่านก็จะต้องออกมาดูแล โดยออกกฏพระสงฆ์ เพื่อบังคับให้พระภิกษุ สามเณรด้วย ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย บางส่วนที่ไม่ถูกต้องก็มีโทษด้วย มีโทษทางอาญาด้วย คือต้องมีการลงโทษสถานต่างๆ ท่านก็กำหนดว่ามีอะไรบ้างที่ทำผิด อย่างเช่น การเทศนาธรรมแบบตลกคะนอง มีเทศน์มหาชาติสมัยก่อน เอามาทำเป็นถ้อยคำที่ตลกขบขัน อะไรต่างๆ ท่านก็บอกว่าทำอย่างนี้เป็นการทำลายคุณค่าของพระธรรมวินัย เพราะธรรมวินัยสูงสุด พาพวกสัตว์โลกนี้ให้ออกจากสังสารทุกข์ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุด เมื่อเอามาทำเป็นเล่นๆ ตลกคะนองอย่างนี้ ก็ทำให้เกิดความเสียหาย ท่านก็จับภิกษุที่ละเมิดพระธรรมวินัยอย่างนี้มาลงโทษ รวมถึงญาติด้วย คนที่มีส่วนร่วมด้วย ก็โดนด้วย เพราะท่านเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
อีกหนึ่งที่มีความสำคัญมากเหมือนกันในเรื่องของ วินัยของพระภิกษุก็คือ พระรับเงินรับทอง มีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ แล้ว ซึ่งท่านก็บัญญัติเป็นกฎหมายว่า ห้ามไม่ให้รับเงินรับทอง ไม่ให้รับทรัพย์สินเงินทองจากฆราวาส
อ.อรรณพ เป็นกฏ
อ.จักรกฤษ เป็นกฏพระสงฆ์อีกข้อหนึ่ง ซึ่งห้ามไว้เลย ถ้าทำผิดก็ลงโทษ
อ.อรรณพ นี้คือสมัยรัชกาลที่ ๑
อ.จักรกฤษ ใช่ มีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑
อ.อรรณพ ยุคนี้เอามาใช้บ้างก็ดี
อ.จักรกฤษ ยุคนี้ก็ควรที่จะพิจารณา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ไปใช้บทลงโทษอะไรที่จะรุนแรง เหมือนสมัยโน้น แต่ว่าก็คงต้องมีมาตรการในการที่จะห้าม หรือการที่จะทำให้ท่าน ไม่สามารถที่จะมายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองได้ เพราะว่าภิกษุ ท่านเป็นเพศที่สูง เพศที่ประเสริฐ ท่านจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับเงินทอง ตามพระธรรมวินัย เงินทอง ไม่ใช่เรื่องของสมณะเลย
ดังนั้นถ้าทำให้ท่านไม่มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงินเรื่องทองได้ ท่านก็จะไปประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ซึ่งมีธุระอยู่ ๒ ประการเท่านั้น คือคันถธุระ ศึกษาพระธรรมวินัย และก็วิปัสสนาธุระ เจริญปัญญา อบรมปัญญา ธุระของภิกษุ ซึ่งรัชกาลที่ ๑ ท่านก็บัญญัติในเรื่องนี้ไว้ในกฎหมาย กฎพระสงฆ์ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กิจของภิกษุ มีแค่ ๒ อย่างเท่านั้น ให้ประพฤติปฏิบัติตามนี้ พระอุปัชฌาย์ อาจารย์ทั้งหลายก็ต้องดูแลลูกศิษย์ให้อยู่ในกรอบของธรรมวินัย ทำกิจ ๒ อย่าง กำหนดเป็นกฏพระสงฆ์
ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่ท่านออกกฎหมายมา ที่จะดูแลให้เกิดความเรียบร้อยในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่ท่าน ในฐานะที่ท่านเป็นพระราชา แล้วก็คณะราชการที่อยู่ใต้พระบาทท่าน ก็ช่วยกันดูแลกอบกู้ให้ภิกษุได้อยู่ในพระธรรมวินัย มิฉะนั้นภิกษุที่ประพฤติดีประพฤติชอบ ท่านก็จะอยู่ไม่เป็นสุขแน่ เพราะว่าก็จะเดือดร้อนจากภิกษุที่ท่านไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย นี้ก็เป็นคุณูปการอย่างยิ่ง
และในยุคถัดๆ มาก็มีการออกกฎหมาย เพื่อที่จะประคับประคองให้พระธรรมวินัย ได้รับการประพฤติปฏิบัติในหมู่ภิกษุด้วย ซึ่งถัดๆ มา พระมหากษัตริย์ท่านก็จะพยายามที่จะให้คณะสงฆ์อยู่ในพระธรรมวินัย ก็เพื่อที่จะรักษาพระพุทธศาสนา นี้ก็เป็นคุณูปการของพระมหากษัตริย์ ที่พยายามจะดำรงไว้ซึ่งพระธรรมวินัยอีกส่วนหนึ่ง เป็นตัวอย่างที่เห็นว่าแยกไม่ได้ แยกออกจากกันไม่ได้ พระมหากษัตริย์ ทหาร แม้ว่าชาวบ้าน ต้องช่วยกันประคับประคองดูแล
อ.อรรณพ แม้ในยุคก่อนๆ พระมหากษัตริย์ ท่านก็เป็นทหาร
อ.จักรกฤษ ใช่ ท่านก็เป็นทหาร ท่านก็ช่วยการตัดสิน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลถัดๆ มา ท่านก็ทำนุบำรุงดูแลพระพุทธศาสนาตลอดมา
ท่านอาจารย์ พระศาสนาจะดำรงอยู่ได้ ก็ด้วยความเข้าใจพระธรรม ไม่ว่าจะเป็นใครในยุคสมัยไหน ในยุคของพระเจ้าอโศก หรือว่าในยุคต่อๆ มาก็ตามแต่ แม้แต่ภิกษุ ซึ่งไม่เข้าใจธรรม ก็ยังเป็นโจร และเป็นกบฏได้ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ความเข้าใจธรรมเท่านั้น ที่สามารถจะดำรงพระพุทธศาสนาไว้ได้ ถ้าไม่มีการเข้าใจพระศาสนาจริงๆ แล้วคิดว่าจะเอาอะไร พึ่งอะไร ที่จะทำให้ประเทศชาติพ้นจากภาวะที่คับขันได้ เพราะเหตุว่าถ้าภิกษุมีกำลังไม่ศึกษาพระธรรมวินัย เป็นโจร และเป็นกบฏ ก็ทำให้ประเทศชาติลำบาก ใช่ไหม แต่การที่จะกอบกู้สถานการณ์ ไม่ว่าในยุคไหน ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกเป็นต้นมาก็คือว่า ต้องเข้าใจพระธรรม ถ้าไม่เข้าใจพระธรรมแล้ว ไม่มีหนทางเลยที่พระศาสนาจะดำรงอยู่ได้ ไม่ว่าในยุคไหนทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นถ้าในยุคนี้ ไม่มีการที่จะศึกษาพระธรรมวินัย ให้เข้าใจถูกต้อง ก็จะมีการที่ทำให้พระศาสนาสูญหาย ล่มจมไป โดยการที่ว่าไม่เข้าใจพระธรรม
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นก็คือ ความเข้าใจเป็นลำดับแรก
ท่านอาจารย์ แน่นอนที่สุด มิฉะนั้นก็ไม่ใช่พุทธศาสนา ศาสนาที่ทำให้มีความเข้าใจธรรมที่ถูกต้อง ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร
อ.อรรณพ ท่านอาจารย์ครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านผู้บริหาร หรือว่าทหาร หรือว่าข้าราชการอะไรต่างๆ ก็มีเวลาค่อนข้างน้อย จะศึกษาพระพุทธศาสนากันอย่างไร
ท่านอาจารย์ มีกิเลสมาก มีเวลาน้อย
อ.อรรณพ ใช่
ท่านอาจารย์ ใช่ไหม แต่สิ่งใดก็ตาม ที่เราเห็นว่ามีค่าที่สุด เราจะทำสิ่งนั้นก่อน เพราะฉะนั้นไม่ใช่หมายความว่า ชีวิตเราอยู่ไป แล้วก็ทำหน้าที่ของเรา ข้าราชการทหาร โดยที่ว่าไม่ศึกษาให้เข้าใจพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วยความถูกต้อง
เพราะฉะนั้นถ้าเห็นค่าอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็ต้องไม่ละเลยที่จะเข้าใจธรรม แล้วก็รู้ว่าหนทางแก้ไขมีหนทางเดียว คือต้องเข้าใจธรรม ทุกอย่างจึงจะเป็นไปด้วยความถูกต้อง และตรงด้วยต่อพระธรรม เพราะฉะนั้นก็คงมีหลายประเด็น ในภาวะนี้ที่เราจะได้กล่าวถึง เพื่อที่จะได้ให้มีความเข้าใจ และจะได้แก้ไข การที่พระศาสนากำลังเสื่อมโทรม ไม่มีคนที่จะเข้าใจ
อ.อรรณพ ตอนนี้สรุป ณ จุดนี้ก่อนนะครับ ว่า ถ้าไม่เข้าใจพระธรรมวินัย ก็ไม่สามารถที่จะไปแก้ไขปัญหาทุกปัญหา โดยเฉพาะปัญหาหลักคือ การที่พระพุทธศาสนาถูกทำลาย หรือการที่สังคมประเทศชาติ เกิดความไม่มั่นคง เพราะว่ามีแต่กิเลสอกุศลกัน ยอมรับว่าต้องเริ่มจากการเข้าใจพระธรรมวินัยก่อน แต่เมื่อเข้าใจพระธรรมวินัยแล้ว การแก้ไขหรือการฟื้นฟูนั้นจะเป็นอย่างไร ก็คงจะต้องให้ชัดเจนต่อไป
อ.คำปั่น กราบเรียนท่านอาจารย์ครับ บ่อยครั้งที่ได้ฟังพระธรรม ก็จะได้ยินที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่า การที่จะช่วยชาติ ก็คือช่วยให้ทุกคนเป็นคนดี จะสอดคล้องกับความเข้าใจในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างไร
ท่านอาจารย์ เป็นคนดีกันหรือเปล่า ทั้งหมดนี้ เป็นคนดีกันหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่รู้เลย คิดว่าดี แต่ว่าความจริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ว่า ความไม่ดีที่ทุกคนมี และยังมีอยู่ จะหมดสิ้นไปได้อย่างไร ถ้าไม่รู้ว่าไม่ดีอย่างไร ถ้าเราคิดว่าเราดีแล้ว เราจะต้องแก้ไขอะไรไหม ดีแล้ว แต่เพราะรู้ และเข้าใจถูกต้อง ว่าไม่ดีตรงไหน และเห็นโทษของสภาพธรรมนั้น ปัญญาที่เข้าใจอย่างนั้น ก็จะนำมาสู่การที่จะค่อยๆ แก้ไขให้ดีขึ้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับปัญญา ความเข้าใจถูก ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจได้ถึงที่สุด อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ จึงต้องมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ถ้ากล่าวว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แต่ไม่ศึกษาธรรม จะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งได้อย่างไร