ระลึกถึงความตายโดยแยบคาย
เวลาที่ระลึกถึงความตายโดยไม่แยบคาย ย่อมทำให้เกิดความกลัว หรือความห่วงใย หรือความกังวล แต่เวลาที่เป็นการระลึกถึงความตายอย่างถูกต้องด้วยความแยบคาย ย่อมเป็นปัจจัยให้ละความห่วง ความกังวลต่างๆ ได้ เพราะเหตุว่าเมื่อตายแล้วจะไม่เหลือความจำของชาตินี้เลย ว่าเคยเป็นบุคคลใด ไม่เหลือความคิดที่เคยคิดในเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวันในโลกนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องผูกพันกับบุคคลต่างๆ ในโลก เพราะเหตุว่าเวลาที่สิ้นชีวิตไปแล้วนอกจากจะเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ไปไม่ได้ ก็ยังเอาบุคคลทั้งหลายซึ่งเป็นที่รักทั้งหมดในโลกนี้ติดตามไปไม่ได้ แล้วก็ยังจะเอาความทรงจำทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกนี้ไปด้วยไม่ได้ แม้แต่ความจำก็ไม่เหลือ เป็นบุคคลใหม่ทันที เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภพใหม่ ชาติใหม่ ก็เป็นบุคคลใหม่ เป็นเรื่องใหม่ไม่เกี่ยวข้องผูกพันกับเหตุการณ์เก่าๆ ในโลกเก่า
เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าในขณะที่กำลังทรงจำสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นบุคคลต่างๆ เป็นเหตุการณ์ต่างๆ เป็นเรื่องราวต่างๆ แท้ที่จริงแล้วโดยสภาพความเป็นจริงของธรรมนั้น เป็นปรมัตธรรม คือว่างจากการเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นชั่วขณะที่นามธรรมเกิดขึ้น เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล แล้วแต่ขณะจิต แล้วก็หมดไป ทุกๆ ขณะ เพราะฉะนั้นว่างจริงๆ จากการเป็นสัตว์ เป็นบุคคล ไม่ใช่ต้องรอไปจนกระทั่งถึงความตายเกิดขึ้นแล้วถึงจะปรากฏว่าหาบุคคลเก่าไม่ได้อีกเลยที่เคยอยู่ในโลกนี้ แต่แม้ในขณะที่กำลังมีชีวิตอยู่เดี๋ยวนี้ ก็ยังหาความเป็นสัตว์ เป็นบุคคลในรูปธรรมนามธรรมซึ่งเกิดดับในขณะนี้ไม่ได้จริงๆ เมื่อปัญญารู้ชัดว่าขณะนี้เป็นสภาพธรรมแต่ละลักษณะ ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรอคอยไปจนกระทั่งถึงขณะที่เป็นความตายของบุคคลนั้น บุคคลนี้ แล้วจึงจะเกิดมรณานุสติขึ้น แม้ในขณะนี้เองขณะที่สติกำลังระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ มีความตายอยู่ทุกขณะ สูญจากความเป็นสัตว์ เป็นบุคลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรมแต่ละลักษณะที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
ข้อความในพระไตรปิฎกที่กล่าวถึงความตายที่จะเกื้อกูลแก่มรณสติก็มีมาก เวลาที่ระลึกถึงความตายโดยไม่แยบคาย ย่อมทำให้เกิดความกลัว หรือความห่วงใย หรือความกังวล