ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1250


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๕๐

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณสมบูรณ์ ผดุงไทยธรรม หนองมน จ.ชลบุรี

    วันที่ ๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเห็นโทษของกุศล ขณะนั้นเป็นธรรมแต่ก็เป็นตัวคุณประสงค์ที่เห็นโทษ เพราะไม่รู้ว่าขณะนั้นเป็นธรรม

    ผู้ฟัง แล้วถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ผมก็จะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ถ้าเราฝึกความเคยชินไม่โมโหไม่หงุดหงิดไม่รำคาญ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เห็นโทษใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็ฝึกไป แต่ด้วยความเป็นเรา เป็นคุณประสงค์ที่ฝึก ทั้งที่ๆ ขณะที่กำลังฝึก ก็ไม่ใช่คุณประสงค์ เพราะฉะนั้นมีความยึดถือ การฝึกขณะนั้นว่าเป็นเรา จนกว่าจะเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง เรียนท่านอาจารย์สุจินต์ ด้วยความเคารพอย่างสูง ท่านอาจารย์ได้บรรยายไปเมื่อสักครู่ ก็พอจะเข้าใจนิดหนึ่ง แต่ถึงตอนนี้ดิฉัน ๖๐ กว่าแล้ว ดิฉันอยากจะทราบว่าดิฉันจะเดินทางแบบไหน ที่จะเอาชีวิตรอดพ้นจากวัฏฏะ คือมันจะเดินไม่ถูก มันงงไปหมด เรียนถามด้วยความเคารพ

    ท่านอาจารย์ อยู่ในสังสารวัฎฏ์นี้มานานเท่าไหร่ ถ้ายังคงไม่รู้อย่างนี้ ก็ต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ใช่ไหม เราเป็นตัวตนที่จะหาทางออก ไม่พบหรอก เพราะว่าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริง ที่ออกแล้วพ้นแล้ว ก็ได้แสดงความจริงให้รู้ว่า หนทางที่จะพ้นจากสิ่งที่เป็นอยู่ ทุกวันทุกวันนี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเราต้องฟังคำของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช่ไหม ๔๕ พรรษานานไหมที่ทรงแสดง

    ผู้ฟัง นานมาก

    ท่านอาจารย์ กี่คำ นับไม่ถ้วนใช่ไหม แล้วเราจะไม่เข้าใจ แต่พยายามเป็นตัวตนที่จะทำได้ไหม ต้องเป็นคนตรงมาก ถ้าไม่ตรงจะไม่ได้สาระเลยจากการที่เราได้ฟังคำอะไรก็ตามแต่ แต่ตรงคือคำนั้นพูดถูกหรือผิด จริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราไม่เคยรู้ เราก็อยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่ผู้ที่รู้พ้นแล้วจากการที่เรารู้ว่า เราจะต้องอยู่อีกนานเท่าไหร่ ก็คือว่าบุคคลที่พ้นแล้ว ท่านได้ฟังธรรมและเข้าใจมาก่อน ที่จะพ้นนี่นานเท่าไหร่ ไม่ใช่วันสองวัน ไม่ใช่เราจะไปสำนักปฏิบัติ แล้วก็ไปนั่งทำอย่างนั้นอย่างนี้ใช่ไหม แต่พอฟังแล้วรู้เลยว่าตั้งแต่เกิดมา ถ้าไม่ได้ฟังคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ก็คือไม่เข้าใจอะไร ทุกวันเหมือนเดิมต่อไป แต่พอฟังแล้วเริ่มไตร่ตรอง เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีเกิดแล้วด้วย ใครทำ เห็น เห็นเกิดละ ได้ยิน เกิดได้ยินละ เราทำให้เห็นเกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เราทำให้ได้ยินเกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เราเลือกเกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ เราเลือกที่จะตายได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ แสดงให้เห็นว่าไม่มีเรา แต่ว่ามีสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แต่ละอย่าง แต่ละอย่างทั้งหมดเลย แต่ละ ๑ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น เพราะไม่มีใครเลย แต่มีธรรมคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าใช้คำว่าสิ่งที่มีจริง แข็ง เปลี่ยนแข็งให้เป็นเสียงนั้น แข็งก็ต้องเป็นแข็ง เสียงก็ต้องเป็นเสียง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปลี่ยนแข็งให้เป็นเสียงได้ไหม ไม่ได้ เพราะตรัสรู้จึงทรงแสดงว่า ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ธรรมแต่ละ ๑ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย มีลักษณะเฉพาะซึ่งเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเพราะไม่รู้จึงเข้าใจว่าเราเห็น แต่ความจริงเห็นไม่ใช่เรา ถ้าไม่มีตา ตาบอดก็ไม่เห็น หูหนวกก็ไม่ได้ยิน ทุกอย่างที่เกิด ทำไมเราคิดไม่เหมือนกัน สะสมมาต่างๆ กันไป ก็คิดต่างต่างกันไป แต่ก็ไม่ใช่เรา คิดเกิดขึ้นแล้วหมดไป วันนี้คิดอย่างนี้ วันอื่นคิดอย่างอื่นก็ได้ แต่ละขณะไม่กลับมาอีกเลย เมื่อวานนี้อยู่ไหน

    ผู้ฟัง ไปอยู่ต่างจังหวัด

    ท่านอาจารย์ ให้ขณะที่ไปอยู่ตรงนั้น กลับมาได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ ไม่มีทางเลย แม้เดี๋ยวนี้ก็ไม่กลับมา เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจความจริง ไม่มีอะไรที่จะกลับมาได้เลย เห็นก็กลับมาไม่ได้ เห็นดับไปแล้วดับไปเลย ได้ยินก็กลับมาไม่ได้ ได้ยินแล้วก็ดับไปไม่กลับมาอีกเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นก็ดับไป ค่อยๆ ละคลายความเป็นเรา ซึ่งยึดถือมานาน เพราะความจริงไม่มีเรา แต่มีธรรมซึ่งเกิดดับ

    ผู้ฟัง ดิฉันก็เข้าใจคำของพระพุทธองค์ว่า เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ดิฉันก็ยังมาเป็นเราอยู่ ว่า

    ท่านอาจารย์ ถ้าค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ คิด ค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้น ต้องไม่มีเราแน่ เห็นเป็นเราหรือเปล่า เป็นไหม

    ผู้ฟัง ตอนนี้ดิฉันก็ยังเป็นตัวเราอยู่อย่างนั้นยังไม่

    ท่านอาจารย์ และถ้าเห็นไม่เกิดเราอยู่ไหน

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ เห็นไหม ขณะนี้ที่เห็นเป็นเรา แล้วถ้าเห็นไม่เกิดละ เราอยู่ไหน มีเรารึเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ สิ่งหนึ่งสิ่งใดเมื่อเกิดขึ้นก็เข้าใจว่าเป็นเรา แต่ถ้าไม่เกิดจะเป็นเราได้ยังไง ในเมื่อไม่มี และความจริงเกิดแล้วก็ดับไปแล้วด้วยไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นฟังธรรมต้องฟังจนกว่าจะเป็นความเข้าใจ ที่มั่นคงในแต่ละคำว่า ธรรมเป็นธรรม แข็งเป็นแข็ง แข็งจะเป็นเราไม่ได้ จะเป็นโต๊ะก็ไม่ได้ แข็งเป็นเก้าอี้ไม่ได้ เพราะแข็งต้องเป็นแข็ง ค่อยๆ เข้าใจ เพราะเรารู้ว่าเราสะสมความไม่รู้ มานานมาก แล้วจะหมดไปได้ยังไงเร็วๆ

    ผู้ฟัง แล้วดิฉันจะสร้างเหตุและปัจจัยอย่างไร ที่จะทำให้ดิฉันรู้ แล้วก็เข้าใจคำของพระพุทธองค์

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ฟังจะเข้าใจไหม

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะเข้าใจเมื่อไร

    ผู้ฟัง ก็ทุกวันนี้ ดิฉันก็ต้องการจะเข้าใจอย่าง

    ท่านอาจารย์ นั่นสิ แล้วจะเข้าใจได้ยังไง

    ผู้ฟัง ก็ต้องต้องเรียนรู้

    ท่านอาจารย์ วิธีเรียน เรียนยังไง

    ผู้ฟัง ก็คือฟังจากผู้ที่ถ่ายทอดจากพระพุทธองค์มา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นฟังคำแล้วไตร่ตรอง ว่าคำนั้นถูกต้องไหม คำไหนเป็นคำจริง คำนั้นเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้มากหรือยัง

    ผู้ฟัง เข้าใจนิดเดียว

    ท่านอาจารย์ นั่นแหละ จนกว่าจะเข้าใจทั่วหมด ไม่สงสัย ซึ่งเป็นไปได้ต่อเมื่อเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้นเท่านี้ไม่พอ เพราะฉะนั้นฟังแค่วันนี้พอไหม

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ จะเข้าใจได้อีกไหม

    ผู้ฟัง ก็ต้องการจะเข้าใจมากขึ้น

    ท่านอาจารย์ แล้วจะทำยังไง ถึงจะเข้าใจได้มากขึ้น

    ผู้ฟัง เคยฟังของท่านอาจารย์มาเมื่อหลายปีแล้ว ฟังทุกวันทุกวัน พยายามจะเข้าใจก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เพราะเป็นเราพยายาม แต่ขณะนั้นฟัง ฟัง ทุกคำเข้าใจไม่ใช่เราพยายาม เดี๋ยวนี้ก็พยายาม พยายามเกิดตลอดเวลา แต่พยายามผิด หรือพยายามถูก

    ผู้ฟัง พยายามผิด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ไม่เข้าใจ

    ผู้ฟัง เพราะทุกวันนี้ดิฉันเหมือนว่า โลกนี้มันช่างทุกข์เหลือเกิน อะไรมองไปตรงไหนรวมทั้งตัวเราเอง รวมทั้งใครรอบข้าง มีแต่คนมีทุกข์

    ท่านอาจารย์ นี่เพราะไม่รู้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นเริ่มรู้จักว่าโลกคืออะไร ไม่เว้นเลย พูดเหมือนรู้จักโลก โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ แต่ว่าโลกคืออะไร เห็นไหม ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าพระองค์ไม่ตรัสไว้ เราจะรู้จักโลกไหม ทั้งๆ ที่เราพูดว่าโลกนี้ยุ่งมาก ทุกข์มาก แต่ว่าโลกคืออะไร แต่ละคำพูดคำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตาย จนกว่าเมื่อไหร่ได้ฟังคำ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เริ่มรู้จักคำที่เราพูด พูดเรื่องโลกก็รู้จักว่าโลกคืออะไร

    ผู้ฟัง เพราะคำว่าโลก เหมือนเราสมมุติขึ้นมา

    ท่านอาจารย์ แล้วคืออะไรล่ะ สมมติจากอะไร มีจริงๆ หรือเปล่า นี่คือการสนทนาธรรม เพื่อที่จะได้เข้าใจเรื่องที่เราสนทนา เราไม่สนทนาเรื่องอื่นเลย เราสนทนาเรื่องอะไรก็เพื่อเข้าใจเรื่องนั้น ตอนนี้เราจะสนทนาเรื่องโลก ถ้าเราพูดคำว่าโลกเยอะบ่อยแต่รู้จักโลกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นนี้คือการสนทนาให้รู้ว่าโลกคืออะไร ต้องเป็นคนที่รู้จักโลก จึงจะบอกได้ว่าโลกคืออะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้จักโลกไหม

    ผู้ฟัง รู้จัก

    ท่านอาจารย์ ได้ตรัสเรื่องโลก แต่ถ้าไม่รู้จักก็ไม่พูด หรือพูดด้วยความไม่รู้จัก คนนั้นไม่ใช่พุทธ ตอนนี้รู้จักโลกหรือยัง

    ผู้ฟัง พอจะเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ว่า

    ผู้ฟัง ว่าโลกนี้ก็คือ สิ่งที่มันเกิดขึ้น แล้วมันก็ดับไป

    ท่านอาจารย์ อันนี้ถึงจะเริ่มฟังใช่ไหม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแค่นี้ไม่พอ อะไรล่ะคือสิ่งที่เกิดขึ้น นี่คือความเข้าใจที่จะเป็นปัญญา ถ้าไม่มีเข้าใจเบื้องต้นอย่างนี้ จะกล่าวว่าปัญญาไม่ได้เลย ต้องเกิดจากการไตร่ตรองด้วย เมื่อกี้บอกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นโลกใช่ไหม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ว่านี้คืออะไร

    ผู้ฟัง คือสิ่งที่เราเห็นด้วยตา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นตาเป็นโลกหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไร

    ผู้ฟัง เพราะเกิดแล้วก็ดับไป

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ขณะนี้ตาเกิดดับหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เกิดดับ

    ท่านอาจารย์ รู้หรือยัง เข้าใจขั้นฟัง เห็นไหม แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประจักษ์แจ้งการเกิดขึ้นและดับไป นี่คือความต่างกัน เราฟังคำเราเริ่มเข้าใจว่าจริง แต่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง แต่พระองค์ทรงแสดงหนทาง ให้ประจักษ์แจ้งได้ด้วย แต่ไม่ใช่เรา ปัญญาความเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น จนกระทั่งความไม่รู้ค่อยๆ ลดน้อยลงไป สภาพธรรมก็ปรากฏตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นเมื่อความจริง คือเห็นเกิดแล้วดับ แต่เวลานี้ไม่มีปัญญาระดับประจักษ์แจ้ง เห็นเกิดแล้วดับ แต่มีปัญญาขั้นฟังและเข้าใจถูกต้อง ว่าเห็นต้องเกิดแล้วดับ ใครว่าเห็นไม่เกิดบ้าง ใครว่าเห็นเกิดแล้วไม่ดับบ้างใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็เพียงเข้าใจ เรื่องราวของสิ่งที่มีจริง ซึ่งถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ จะสามารถประจักษ์ว่าเห็นเกิดดับได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องตามลำดับ ว่าขั้นฟังจะนำไปสู่ปัญญา ที่สามารถรู้แจ้งสิ่งที่ได้ยินได้ฟังทุกอย่าง แต่ไม่ใช่เราเป็นปัญญา ความเข้าใจถูกต้องเพิ่มขึ้น ละความไม่รู้ไปทีละเล็กทีละน้อย รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือยัง พระองค์รู้จักโลกหรือเปล่า

    ผู้ฟัง รู้จัก

    ท่านอาจารย์ จึงแสดงเรื่องโลกให้เราได้เข้าใจด้วยว่า โลกคืออะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ที่เกิดขึ้นเป็นโลก ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย หมายความว่าดาวก็ไม่มี พระอาทิตย์ก็ไม่มี พระจันทร์ก็ไม่มี ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยทั้งสิ้น มีโลกไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มี แต่พอสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด นั่นแหละโลก แต่เวลานี้สิ่งที่มีปัจจัยจะเกิด มากมายมหาศาล จนเป็นโลกเต็มโลกไปเลย

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แต่ละหนึ่งๆ เกิดแล้วดับอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นปัญญาสามารถประจักษ์แจ้งโลกได้ เพราะพระองค์ทรงแสดงหนทาง แต่หนทางนั้นไม่ใช่ไปสำนักปฏิบัติ แล้วไปได้ยินคำว่าทำดี แต่ก็ไม่เข้าใจอะไร จริงๆ แล้วก็คงจะมีหลายอย่าง ที่จะทำให้เข้าใจขึ้น แต่ต้องเป็นคนที่ละเอียด แล้วก็รอบคอบ แล้วก็ลึกซึ้ง ที่คิดว่าเข้าใจแล้วนี่ ความจริงเข้าใจแค่ไหน เห็นไหม ถ้าเราไม่ใช่คนละเอียด เราก็คิดว่าเราเข้าใจแล้ว แต่ถ้าให้เป็นความละเอียด จากการสนทนาที่กล่าวแล้ว ก็คือว่าโลกนี้มีแต่ทุกข์ใช่ไหม กล่าวแล้วอย่างนี้ หมายความว่าทุกข์ทั้งนั้นเลย เดี๋ยวขาหัก เดี๋ยวอะไรต่างๆ ใช่ไหม แต่คำว่าโลกนี้มีแต่ทุกข์ ความหมายที่ลึกกว่านั้นมีไหม เห็นไหม นี่คือเราพูดแล้ว พูดหมดทุกเรื่อง แต่ความเข้าใจจริงๆ ที่จะมั่นคง ที่จะเป็นการที่ว่าได้ยินเมื่อไหร่ เราก็เข้าใจได้ทันที อย่างนี้เราพูดถึงที่เคยพูดมาใช่ไหม โลกนี้มีแต่ความทุกข์ ไม่ใช่ไม่พูด พูดเองด้วยแต่ว่าในความลึกซึ้งของคำว่าโลกนี้มีแต่ทุกข์มีไหม เห็นไหม ว่าคนพูดๆ ความเข้าใจต่างกันต่างระดับด้วย เพราะฉะนั้นที่พูดว่าโลกนี้มีทุกท่านข์ ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็อย่างที่พูด อะไรอะไรก็ทุกข์ เดี๋ยวขาหัก ได้ยินแต่คำว่าขาหักก็ต้องเป็นทุกข์ และลึกซึ้งกว่านี้ได้ไหม โลกนี้มีแต่ทุกข์ เป็นความจริง จริงกว่านี้อีกมีไหม ที่จะใช้คำเดียวกัน ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย มีโลกไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มี เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดเป็นโลกแล้ว ทุกอย่างที่มีในโลก เกิดทั้งนั้น เป็นแต่ละ๑ แต่ละ ๑ เป็นโลก ดับไหม สิ่งนั้นเที่ยงยั่งยืนหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ดับ

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าเกินกว่าที่เราคิด เร็วกว่านั้นมาก เราบอกว่าดับนี่ อีกนานเลย ใช่ไหม เหมือนเสียงกับได้ยิน นานกว่าจะดับ แต่ความจริงเร็วยิ่งกว่านั้นอีก เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดมีขึ้น แล้วหายไปไม่กลับมาอีกเลย ประโยชน์อะไรที่จะเกิด เกิดมาทำไม จะเป็นอะไรก็ตามแต่ จะสุขจะทุกข์ จะสนุกหรือ จะอะไรอะไรก็ตาม เกิดมาทำไม ในเมื่อเกิดแล้วก็ดับไม่เหลือเลย มีประโยชน์ไหม เพราะว่าไม่ได้ยั่งยืนเลย เพราะฉะนั้นความหมายที่ว่า โลกเป็นทุกข์ มีแต่ทุกข์ ก็เพราะเหตุว่า เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป ไม่ยั่งยืน คือเกิดแล้วก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องสุข ต้องทุกข์ ต้องรัก ต้องชัง ต้องสนุกสนาน ต้องเสียใจ เกิดมาทำไม เกิดมาแค่นี้และก็หมดแล้ว หมดแล้ว หมดแล้วไม่เหลือเลย จะยับยั้งให้หยุด ให้อยู่ให้คงที่ ให้มีนานก็ไม่ได้เลยสักขณะ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดแล้วดับ ที่คิดอีก ถ้าประจักษ์แจ้งอย่างนี้จริงๆ จะรู้เลยว่า แล้วเกิดทำไมใช่ไหม ในเมื่อเกิดแล้วหมดไป เพราะฉะนั้นทุกข์ไหม ที่ต้องเกิดแล้วก็ดับ ถ้าไม่เกิดไม่ดับ ไม่ทุกข์ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเราก็จะเริ่มเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้ง เพราะเรารู้จักโลก และเข้าใจโลกว่ามันหมายความ ถึงสิ่งที่เกิดแล้วดับ เร็วสุดที่จะประมาณได้ แล้วไม่เหลือเลย ไม่ถกหรืออยู่ดีๆ ไม่ว่าดี ก็เกิดมาแล้วก็ดับไป ก็ไม่ใช่ใครด้วย เพราะฉะนั้นแต่ละคำ เราต้องรู้ว่า คำพูดจากการที่ไม่ได้เข้าใจความจริง กับการที่พูดเพราะเข้าใจความจริง ต้องต่างกัน และนี่ขั้นฟังแต่ถ้าขั้นประจักษ์แจ้ง ล่ะชัดเจนไหม ถ้าประโยชน์อะไร ที่จะมีสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปแล้วไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นนี้เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องรู้เลยว่า ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้ประจักษ์แจ้ง ความจริงอย่างนี้ จะไม่มีคำสอนที่ละเอียดลึกซึ้งถึง ๔๕ พรรษา แค่พูดถึงโลกที่เกิดแล้วดับ จริงไหม ถ้าไม่เกิดเลย จะมีอะไรดับไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ แต่เกิดแล้วดับแน่นอนไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นโลกคือสิ่งที่เกิด ถ้าไม่มีการเกิดออกซิเดชันไม่มีโลก ไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เกิดนั้นแหละเป็นโลก ไม่เว้นเลย ตาเป็นโลกหรือเปล่า เป็นโลกหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไร

    ผู้ฟัง ก็เกิดแล้วดับ

    ท่านอาจารย์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป นี่แค่พวกนิดเดียว แต่ถ้าได้ประจักษ์แจ้งความจริง มากกว่านี้เท่าไหร่ นี่คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่เคยได้ยินจากใครมาก่อน เพราะฉะนั้นนี่คือคำที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ถ้าใครเป็นเดียว คือการที่รวบรวมคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด ซึ่งเป็นพระธรรมและพระวินัย แล้วต้องเข้าใจทุกคำด้วยแม้แต่ธรรมคืออะไร วิริยะคืออะไร นี่คือเริ่มเข้าใจสิ่งที่เราพูด ตั้งแต่เกิดจนตายแต่ไม่รู้อะไร จนกว่าจะได้ฟังแล้วเข้าใจขึ้น รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้างหรือยัง

    ผู้ฟัง รู้จักบ้าง

    ท่านอาจารย์ เมื่อมีความเข้าใจว่านี่เป็นคำของพระองค์ ถามอีกครั้ง เห็นนี่เกิดจริงๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง จริง

    ท่านอาจารย์ ดับจริงๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ดับจริง

    ท่านอาจารย์ รู้ได้จริงๆ

    ผู้ฟัง ไม่รู้ได้จริง

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้รู้หรือยัง

    ผู้ฟัง ก็เห็นจริงๆ แล้วมันก็ผ่านไป

    ท่านอาจารย์ เราคิดว่าผ่าน ใช่ไหม แต่เร็วยิ่งกว่านั้นอีก เพราะเห็นต้องไม่มีใครเลย ในห้องนี้มีแต่สิ่งที่กระทบตา เพราะฉะนั้นถ้าจริงเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มรู้จักพระพุทธศาสนาใช่ไหม ไม่ใช่สวดมนต์ ไม่ใช่เวียนเทียน แต่เข้าใจคำที่พระองค์ตรัสไว้จากการที่พระองค์ทรงรู้ความจริง ให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย ที่เรียกว่าหลุดพ้น หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

    ผู้ฟัง ดิฉันคิดว่า ทำความดีแล้ว

    ท่านอาจารย์ มันก็คือไม่พอ ต้องหลุดพ้นจากความไม่รู้ความจริง ว่าไม่มีเราแต่มีธรรม ไม่อย่างนั้นไม่รู้จักธรรม ธรรมได้แต่พูดว่าธรรม แต่ไม่รู้จักว่าธรรมคืออะไร

    ผู้ฟัง ขอบพระคุณท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ คำว่า ความไม่เที่ยงกับการเกิดดับ คือลักษณะเดียวกัน เพราะฉะนั้นเที่ยงคืออะไร

    ท่านอาจารย์ ชีวิตประจำวันจริงๆ มีใครพูดคำว่าเที่ยงบ้าง ทั้งวันจนถึงเดี๋ยวนี้ มีใครพูดคำว่าเที่ยงบ้าง มีไหม ไม่พูด

    ผู้ฟัง ไม่พูด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคำนี้เราใช้บ่อยหรือเปล่า มีแต่ว่านาฬิกาเที่ยงตรง เราใช้คำนั้นใช่ไหม เท่านั้นเอง แต่เราจะไม่ได้คิดเลยว่า วันนี้ไม่เที่ยงยังไม่เคยมีใครคิดถึงอย่างนี้ใช่ไหม ดอกไม้นี่ก็ไม่เที่ยงก็ไม่มีใครคิด เพราะฉะนั้นคำที่เราใช้ในภาษาอะไรหนึ่ง ก็มีความหมายธรรมดาธรรมดา ที่ไม่ได้กล่าวถึงลักษณะที่มีจริงๆ ของธรรมแต่ละ ๑ เพราะฉะนั้นได้ยินคำว่าไม่เที่ยงนี่ ไม่ใช่ภาษาที่เราใช้ทั่วไป เพราะอะไร เพราะเราไม่รู้จักว่าไม่เที่ยง แล้วเราจะพูดได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่รู้จักใช่ไหม มันแตกไปแล้ว มันหมดไปแล้ว ก็แค่นั้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างก็หมดไป แต่เราจะไม่ใช้คำว่าไม่เที่ยง จนกระทั่งได้ฟังพระธรรม ก็มีคำว่าอนิจจัง นิจจังคือเที่ยง แน่นอน ยั่งยืน แต่อนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ไม่ยั่งยืน ถ้าไม่เที่ยงก่อนที่จะได้ฟังธรรม บางครั้งบางคราวอย่างที่เวลาไปงานศพ ใช่ไหม แต่ความจริงฟังธรรมแล้วไม่เที่ยง ทุกขณะและทุกอย่างหมายความว่าสิ่งนั้นไม่ได้ยั่งยืน เกิดขึ้นแล้วก็หมดไป เดี๋ยวนี้เองแต่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นจะมีคำว่าตรัสรู้ ไม่ใช่คิดไตร่ตรอง เพราะว่าคิดไตร่ตรองใครๆ ก็คิดได้ เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์คิดได้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพียงสภาพที่มีจริง ที่เกิดขึ้นและดับไป แต่ละ ๑ ก็เข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ใช่ไหม อย่างเราบางครั้งก็สุข บางครั้งก็ทุกข์ ก็เข้าใจว่าตัวเรานี่แหละสุขบ้างทุกข์บ้าง หารู้ไม่ว่าแต่ละ ๑ เช่นสุขก็ไม่ใช่เรา ทุกข์ก็ไม่ใช่เรา ไม่เที่ยงคือเพียงเกิดขึ้นปรากฏแล้วหมดไป เพราะฉะนั้นการฟังธรรม ก็คือเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ในชีวิตประจำวันทุกขณะ ให้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร และความจริงนี่ไม่ใช่แค่คิดแค่ฟัง สามารถที่จะประจักษ์แจ้งจริงๆ นั่นก็คือว่าทนต่อการที่จะพิสูจน์ ให้รู้ความจริง คือด้วยปัญญาที่เข้าใจขึ้น แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจเลย แล้วไปนั่งปฏิบัติ สำนักปฏิบัติอย่างนี้ แล้วจะประจักษ์การเกิดดับได้ไหม บางคนฟังแล้วก็เมื่อกี้ดับไปเลย เห็นไหม ง่ายไหม เมื่อกี้นี้ดับไปเลย แล้วก็ดับไปเป็นคำคำด้วย พอฟังแล้วก็คล้อยหมดเลย แต่เป็นเราไม่ใช่เป็นความเข้าใจ ไม่ใช่เป็นความรู้จริงๆ ในแต่ละลักษณะ ซึ่งไม่เหมือนกันเลย แล้วแต่ลักษณะนี้ต่างกันหลากหลาย จนประมาณไม่ได้ว่ามากเท่าไร จะนับจำนวนได้ยังไง เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประมวลธรรม ธรรมหลากหลายมาก แต่ถึงจะหลากหลายยังไง ก็ต่างกันเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ ต่างกันจริงๆ ไม่มีทางที่จะเหมือนกันเลย เพราะเหตุว่าธรรมอย่าง ๑ มีจริงๆ แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ฟังเพื่อเข้าใจไม่ใช่ฟังเพื่อไปจำ ให้ตอบให้ถูก ไม่ใช่เลย แสดงว่าฟังเพื่อรู้ความจริงว่าเดี๋ยวนี้ธรรมเป็นอย่างนี้ที่ไม่ใช่เรา เพราะเป็นธรรมอย่างนี้เอง เพราะฉะนั้นธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงๆ เกิดขึ้นปรากฏแต่ละ ๑ หลากหลายมาก ลองกล่าวถึงธรรมบ้างสิ ว่าอะไรเดี๋ยวนี้ ที่เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรม

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    22 ก.พ. 2568

    ซีดีแนะนำ