ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1255


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๒๕๕

    สนทนาธรรม ที่ หอศิลป์

    วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ศึกษาจะเข้าใจไหม หรือว่าคิดเอง แต่ถ้าศึกษา เปลี่ยนความหมายไม่ได้เลย เพราะว่าทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด เพียงไม่กี่คำก็ยากใช่ไหม เพราะฉะนั้นต้องมั่นคงจริงๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมคำนี้ก่อน คือสิ่งที่มีจริงๆ สิ่งที่มีจริงๆ หลากหลายไหม พระธรรมทั้งหมดต้องไตร่ตรอง เพื่อที่จะได้เป็นความรู้ความเข้าใจของตนเอง มรดกที่ได้รับจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองซึ่งจากโลกนี้แล้วก็ไม่ได้ติดตามไป แต่ความรู้ความเข้าใจในสิ่งซึ่งมีซึ่งยากที่จะรู้ได้จะติดตามไปไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม ตอนนี้จะเปลี่ยนคำพูดได้ไหม ไม่ได้เลย เห็นมีจริง เห็นเป็นธรรมหรือเปล่า เปลี่ยนไหม ก็คือภาษาไทยว่ามีจริงเท่านั้นเองคือธรรม เพราะฉะนั้นอะไรที่มีจริงก็ต้องจริง บางคนฟังธรรมแล้วเริ่มงง พอบอกว่าเห็นมีจริงไหม อุตส่าห์ไปคิดว่าเห็นมีจริงหรือเปล่า ทั้งๆ ที่กำลังเห็น นี่อะไรกัน ความไม่รู้เป็นถึงอย่างนั้น แม้แต่สิ่งที่มีอยู่ก็สงสัย แทนที่จะมีความมั่นใจเห็นกำลังเห็น จะบอกว่าไม่จริงได้อย่างไร ถ้าเขาบอกว่าไม่จริงสิ ก็แปลก ก็เห็นกำลังเห็นแล้วจะบอกว่าเห็นไม่มีและเห็นไม่จริงได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้นธรรมคือทุกสิ่งที่มีจริงเป็นธรรมทั้งนั้น แข็งมีจริงไหม ตอนนี้สะดวกมาก ทุกสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม แข็งกับเห็นเหมือนกันไหม เห็นไหม ไม่เหมือนกันเลย หลากหลายมาก เริ่มเข้าใจความต่างว่าแม้ทุกอย่างจะมีสภาวะ "ภาวะ"คือความเป็น "สะ" คือมีความมีหรือความเป็นเฉพาะสิ่งนั้นไม่เป็นอย่างอื่น เสียงเป็นเห็นไม่ได้ เป็นได้ยินไม่ได้ ละเอียดมาก แล้วเกิดมาก็มีแต่สิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นธรรมหมดแต่ไม่เคยรู้เลย บางคนก็คิดว่าต้องไปศึกษาธรรมที่อื่น ไม่มีทางที่จะไปเข้าใจธรรมที่อื่น เพราะเดี๋ยวนี้มีธรรม ถ้าไม่เข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ แล้วจะไปเข้าใจธรรมที่อื่นตรงไหนกัน ในเมื่อไม่มี แต่ว่ามีจริงๆ คือมีเดี๋ยวนี้ เข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ แล้วก็เริ่มมั่นคงเดี๋ยวนี้

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่หลากหลาย ก็จะต่างกันเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ เลย สิ่งหนึ่งมีจริง แข็งจริง แต่แข็งไม่รู้อะไร เสียงก็มีจริงๆ เสียงกำลังปรากฏ แต่เสียงก็ไม่รู้อะไร กลิ่นมีจริง รสมีจริงหลากหลายมาก เป็นธรรมหรือเปล่า เป็นธรรม ได้ยินมีจริงเป็นธรรมหรือเป็นเรา เห็นไหมเริ่มเข้าใจพระธรรม สิ่งที่มีจริงเป็นอนัตตาไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วไม่รู้ด้วยว่าเกิดมีได้อย่างไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุให้เกิดของทุกอย่าง ทำไมบางคนเกิดมาตาบอด บางคนเกิดมาตาสีดำ บางคนเกิดมาตาสีฟ้า ทำไมเก่งอย่างนั้น หลากหลาย ใครทำให้หลากหลายอย่างนั้น เหตุก็คือกรรมที่ได้ทำแล้วกรรมคือการกระทำ คือเจตนาที่จะกระทำผลต้องมี เพราะฉะนั้นเราจะไม่รู้เลย ว่าวันหนึ่งๆ เจตนาที่เกิดขึ้นแล้ว เราไม่รู้ว่าจะให้ผลเมื่อไหร่ และเวลาผลของกรรมคือการกระทำนั้นเกิดแล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดอย่างยิ่งของทุกสิ่ง ตั้งแต่เกิดจนตาย

    ผู้ฟัง ตามความรู้น้อยของผม เรานี่ไม่ใช่เรา เรานี่ก็คือเป็นสภาวธรรมชาติ ด้วยความไม่รู้ของเรานี่เอง ทำให้เราไม่สามารถที่จะเข้าใจได้จริงๆ ว่าเราไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะพึ่งใคร ที่จะให้เข้าใจ มีใครเป็นที่พึ่ง ที่จะทำให้เข้าใจคำพูดต่างๆ เหล่านี้ได้ เพราะพูดแล้ว ยังไม่ได้แสดงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งเลย แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสทุกคำไม่มีเราแน่นอน ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลยสักอย่าง ก็ต้องไม่มีอะไรเลย โลกก็ไม่มี แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นนั่นแหละโลก และขณะนี้ก็มีปัจจัยที่จะทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น นับประมาณไม่ได้ รวมกันเราก็เรียกว่าโลก แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลยสักอย่างเดียว โลกก็ไม่มี เพราะฉะนั้นที่พระองค์ตรัสไว้ ก็แสดงความจริงว่า เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีเพราะเกิดขึ้น หากไม่เกิดก็มีไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เราใช้คำว่าโลก ภาษาบาลีใช้คำว่าโลกะ หมายความว่าสิ่งที่เกิดแล้วดับ ทั้งหมดเป็นโลก พ้นจากโลกไม่ได้เพราะเกิดแล้วยังต้องดับ ยังไม่พ้นภาวะของความจริงที่ว่า เกิดแล้วดับ

    เพราะฉะนั้นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงพูดเรื่องราว แต่พูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละขณะที่สามารถจะเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้นได้ เพราะฉะนั้นขณะนี้ ตาเป็นเราหรือเปล่า กว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ตามีจริงไม่ใช่ของใครเลย แล้วสภาพของตานี่ไม่ใช่แข็ง แต่เป็นรูปพิเศษมองไม่เห็นเลย อยู่ตรงกลางตา สามารถกระทบเฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ แต่ต้องมีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นสิ่งนี้จึงปรากฏได้ ความละเอียดลึกซึ้งของแต่ละคำที่กล่าวถึงแต่ละสิ่ง แยกขาดจากกันว่า ตาไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเป็นสีสันต่างๆ เป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ โดยนิมิตรูปร่างสัณฐานต่างๆ แต่ต้องมีรูปนี้แน่นอนถ้าไม่มีรูปนี้เช่นคนตาบอด สีสันวรรณะปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่กลางตาของแต่ละคน มีรูปที่เกิดขึ้น ใครจะอยากให้เกิดหรือไม่อยากเกิด ต้องมีเหตุ บางคนเกิดมาตาบอดแต่กำเนิด ต้องมีเหตุ ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะตาบอด ไม่มีใครอยากจะตาบอด แต่ว่ามีเหตุที่จะให้ตาบอด พระองค์ทรงแสดงความจริงของธรรม แต่ละหนึ่ง ละเอียดอย่างยิ่ง ที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้น ว่านี่คือการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตรัสแล้วคำนั้นเป็นความจริงถึงที่สุด ใครจะถามด้วยประการใดๆ มีคำตอบจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ทั้งหมด เช่นตา จะใช้แพทย์หรืออะไรก็ตาม แต่จะศึกษากันอย่างไรก็ตามแต่ แต่รูปนี้เป็นรูปที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เป็นแต่เพียงสีสันต่างๆ เราบอกได้ว่าสีขาว สีดำ สีเหลือง สีเขียว ถ้าเห็นไม่เกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้น เขียวแดงหรือไม่นั้นก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นโลกสลับซับซ้อน เกิดดับสืบต่อ แน่นหนา มั่นคง เหมือนไม่ได้แตกทำลายเลย แต่ว่าความจริงแล้ว จากการที่ทรงตรัสรู้ตรัสไว้ว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ฟังแค่นี้คิดว่าจะเข้าใจได้แค่ไหนลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ใครจะฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง

    สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ขณะนี้เห็นเกิด ได้ยินเกิด ถ้าเห็นไม่เกิดไม่มีเห็น ถ้าได้ยินไม่เกิดไม่มีได้ยิน ถ้าคิดไม่เกิดไม่มีคิด เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่มีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ธรรมกับตาสองคำรวมกันเป็นธรรมดา แต่คนไทยใช้ ด เด็ก ไม่ใช้ ต เต่า เพราะฉะนั้นแทนที่จะพูดภาษาบาลี ธัมมตา ก็พูดว่าธรรมดา เราพูดกันทุกวัน ทุกอย่างเป็นธรรมดา แต่ไม่ได้เข้าใจความลึกซึ้ง ธรรมดา ธรรมกับตา คือความเป็นไปของธรรม ที่จะไม่ให้ธรรมเป็นไปอย่างนี้ เป็นไปไม่ได้ ใครก็ฝืนไม่ได้ ไม่ให้ตาเกิดขึ้นกระทบกับสิ่งที่ปรากฏไม่ได้ เมื่อตากระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตา มีกรรมเป็นปัจจัยทำให้เห็นเกิดขึ้น ให้เห็นสิ่งที่เราอยากจะเห็นก็ไม่ได้ แล้วแต่กรรมบางครั้งเห็นสิ่งที่ดีน่าพอใจ บางครั้งเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ไม่อยากเห็นเลยแต่เห็นแล้ว ไม่ได้ทำให้เห็นเกิดขึ้นเลย เห็นแล้วตามเหตุตามปัจจัย เห็นก็ไม่ใช่ตาและไม่ใช่สิ่งที่กระทบตาด้วย เกิดขึ้นและดับไปไม่เหลือเลย จึงไม่ใช่เราและไม่มีเรา แต่มีธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย

    ถ้ามีความเข้าใจถูกต้อง ว่าอะไรถูกอะไรผิด และรู้ความจริง การรู้ความจริงว่าถูกจะทำให้ทำสิ่งที่ถูก ถ้ารู้ความจริงว่าอะไรผิดก็จะไม่ทำสิ่งที่ผิด เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งก่อนการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีการจะรู้อย่างนี้ได้เลย แม้แต่ธรรมคือเดี๋ยวนี้สิ่งที่มีจริง ซึ่งเกิดโดยไม่มีใครไปทำให้เกิด แต่ว่าเกิดเพราะมีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิด เกิดแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ถูกปิดบังทุกชาติ เกิดแล้วเห็นก็ไม่รู้ว่าขณะนี้เห็นเกิดแล้วดับ ได้ยินก็ไม่รู้ได้ยิน ก็ต้องมีสภาพธรรม ที่สามารถกระทบเสียง และขณะใดที่เสียงกระทบ เมื่อนั้นจึงมีธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยินเฉพาะเสียงที่กระทบด้วย เสียงที่ไม่กระทบไม่ได้ยิน เสียงในป่าเสียงนอกห้องนี้ไม่ได้ยิน เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า การที่ทุกชาติที่ผ่านมา นานแสนนานเท่ากับการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ กว่าจะได้รู้ความจริงนี้ จนกระทั่งสามารถที่จะเปิดเผย สิ่งที่ถูกปกปิดไว้นานมาก ไม่ให้รู้เลยว่าเดี๋ยวนี้ มีสิ่งที่เพียงเกิดขึ้นและดับไปแต่ละ หนึ่ง แต่พอรวมกันก็เข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่นแม้ดอกไม้สักดอกหนึ่ง ต้องมีสิ่งที่แข็งและก็มีสีสันวรรณะ และมีกลิ่น และถ้าลิ้มก็มีรสปรากฏด้วย รวมกันก็ปรากฏว่าเป็นดอกไม้หลากสี หลากชนิด แต่ละหนึ่ง แต่ละ หนึ่ง เป็นสภาพธรรม ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ใครก็ไม่สามารถที่จะดลบันดาลให้เกิดขึ้นได้เลย แต่มีแล้วเกิดแล้วปรากฏแล้วว่ามีตามเหตุตามปัจจัย

    เพราะฉะนั้นกว่าจะได้เข้าใจความจริงเช่นนี้ ซึ่งเป็นความจริงทุกกาลสมัย บางคนบอกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล้าสมัย หลายคนคิดอย่างนี้ ไม่ทราบเยาวชนรุ่นนี้คิดอย่างนี้หรือเปล่า แต่ทั้งหมดที่คิดเพราะไม่รู้ความจริง และไม่เข้าใจว่าแต่ละคำ สมัยคืออะไร ถ้าไม่มีหนึ่งขณะที่เกิดขึ้นมีสมัยไหม เพราะฉะนั้นสมัยก็คือแต่ละหนึ่ง ขณะซึ่งเกิดดับสืบต่อ นานจนเราเรียกว่า วินาที หรือนาที หรือชั่วโมง หรือวันหรือเดือนหรือปี แต่ถ้าปราศจากสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นแต่ละหนึ่งขณะแล้วดับไป แล้วก็เกิดแล้วก็ดับสืบต่อไม่ขาดสายเลย ก็จะไม่มีความคิดว่าเป็นสมัย เพราะฉะนั้นใครทันสมัย ทันสมัยหมายความว่า มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดขณะนี้ สามารถเข้าใจสิ่งที่มีขณะนี้ ใครทันสมัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ที่ตรัสรู้ ทรงทันสมัยโดยที่คนอื่นไม่ทันสมัย จนกว่าจะได้ฟังคำของพระองค์ แล้วก็เห็นคุณค่าของทุกคำ ว่าพูดคำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าใครทั้งนั้น แต่เริ่มจะพูดถูก เพราะเข้าใจถูก เมื่อได้รู้ความจริงของแต่ละหนึ่งซึ่งมีในชีวิต ซึ่งแต่ละหนึ่งผ่านไปแล้วก็ ไม่ย้อนกลับมาอีกเลยชาติก่อนใครจำได้ ชาตินี้ก็จะเป็นชาติก่อนของชาติหน้า พอถึงชาติหน้าไม่รู้เลยว่าครั้งหนึ่ง ณ กาลครั้งหนึ่งอยู่ตรงนี้ เห็นอย่างนี้ได้ยินอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำก็จะนำไปสู่ความจริง ซึ่งเป็นแต่ละสมัย จนกว่าจะถึงอภิสมัย คือสมัยที่รู้ความจริงคืออริยสัจธรรม สามารถที่จะละความไม่รู้ ซึ่งทำให้ติดข้อง ในสิ่งที่ไม่มีว่ายังมีอยู่ และสำคัญว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ก่อนจากโลกนี้ก็คือ ได้เข้าใจสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน และก็สิ่งที่เข้าใจแล้วไม่สูญหายเลย ก็จะสะสมสืบต่อ ทำให้เป็นผู้ที่มีอัธยาศัยตรง ที่จะเข้าใจสิ่งที่มีไม่ใช่คิดเอง เพราะรู้ว่าไม่สามารถที่จะคิดเองได้ เพราะไม่ได้สะสมมาถึงการที่จะเสียสละ จนถึงการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้รู้ว่าคุณความดีทุกขณะเป็นการเสียสละ เสียสละความไม่ดี เสียสละความเห็นแก่ตัว ทุกสิ่งทุกอย่างหมด จนกระทั่งแม้ขณะที่ ยังไม่อยากจะเข้าใจธรรม ยังไม่อยากฟังเก็บไว้ก่อน รอไว้ก่อน ก็คือไม่ใช่ขณะที่จะสละความไม่รู้ แล้วเมื่อไหร่จะสละได้ เพราะฉะนั้นยิ่งสละเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะใครจะรู้ว่าอยู่ในโลกนี้อีกนานเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีในโลกนี้ ซึ่งผ่านมาด้วยความไม่รู้ ก็จะไม่รู้ต่อไป ถ้ายังคงไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    สนทนาธรรมที่โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดน่าน

    วันที่ ๑๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๑

    อ.คำปั่น กราบท่านอาจารย์ถึงความสำคัญ ของพระพุทธศาสนาว่า มีความสำคัญอย่างไร และที่กล่าวถึงว่าพระพุทธศาสนา กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตนั้น วิกฤติอย่างไร ก็กราบเรียนท่านอาจารย์ใน ๒ ประเด็นต่อเนื่อง

    ท่านอาจารย์ ความเข้าใจต้องเกิด จากการไตร่ตรองสิ่งที่ได้ฟัง เราจะใช้เวลานานสักเท่าไหร่ก็ตาม แต่ประโยชน์จริงๆ ก็คือว่าไม่ใช่เพียงฟัง แต่ว่าไตร่ตรองและเข้าใจจนถึงที่สุด เช่นคำว่าพระพุทธศาสนา ฟังเผินเหมือนกับว่าทุกคนรู้จัก แต่ว่าศาสนาคือคำสอน และมีคำว่าพุทธศาสนา แต่คำว่าพุทธ ลึกซึ้งแค่ไหน เพราะเหตุว่าเป็นผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง ซึ่งถูกปกปิดไว้ในสังสารวัฎฏ์ ต้องใช้คำนี้เลย เราจะไม่เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม และไม่เข้าใจถึงความลึกซึ้งว่า ประมาทในคำแต่ละคำไม่ได้เลย เพราะว่าทุกคำเกิดจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ รู้มีหลายอย่าง รู้เรื่องนั้นรู้เรื่องนี้คิดว่าสูงสุดแล้ว แต่ว่าแม้เทวดาและพรหม ก็ยังต้องมาทูลถามปัญหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงว่าไม่มีผู้ใดเปรียบได้เลย เพราะฉะนั้นแต่ละคำฟังด้วยความเคารพด้วยความไม่เผิน เพราะฉะนั้นบางคนบอกว่า รู้จักพระพุทธศาสนายังไง สวดมนต์รู้จักยังไง ไหว้พระ เวียนเทียน พอถึงวันสำคัญก็สวดมนต์ ไหว้พระ เวียนเทียน นั่นเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า แสดงว่าผู้นั้นรู้จักพุทธศาสนาหรือเปล่า เพราะว่าศาสนาเป็นคำสอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี ไม่ใช่เพียงให้ใครมาเวียนเทียน หรือว่าบทสวดมนมา หรือว่ามากราบไหว้ แต่ทุกคำเพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก ซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ ถ้าไม่ได้ฟังคำที่เกิดจากการตรัสรู้ของพระองค์ เพราะฉะนั้นพุทธะเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด ใครที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังได้เข้าใจแต่ละคำ เป็นมงคลอย่างยิ่ง เป็นรัตนที่ประเสริฐ เพราะเหตุว่าอานุภาพหรือเตชะหรือเดชของแต่ละคำซึ่งเป็นพระธรรม สามารถจะทำให้เข้าใจ สิ่งซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อนในสังสารวัฎฏ์ คิดดู เคยเข้าใจอะไรมาบ้างตั้งแต่เกิดจนตาย แต่พอฟังพระธรรมแต่ละคำต้องฟังแล้วก็ไตร่ตรอง เพื่อเป็นความเข้าใจของตนเอง

    นี่คือมรดกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมอบให้กับพุทธบริษัท ผู้ที่เห็นคุณค่าของพระธรรม ที่จะศึกษาด้วยความเคารพ มิฉะนั้นแล้วก็เข้าใจว่า พระพุทธศาสนาเพียงสวดมนต์ และก็เวียนเทียน พอดีถึงวันสำคัญส่วนใหญ่ก็แค่นี้เองทั้งวัน แต่ว่าตามความเป็นจริง แต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลึกซึ้งอย่างยิ่ง ตามพระปัญญาคุณ ที่ทรงบำเพ็ญเพื่อที่จะตรัสรู้ความจริง เพราะฉะนั้นทุกคำที่จะได้ฟังขอให้ไตร่ตรอง และก็ถ้าไม่เข้าใจก็ซักถาม จนกระทั่งเป็นความเข้าใจจริงๆ คุ้มค่าแก่การที่ฟังแต่ละคำ เพราะฉะนั้นขอเริ่มต้นด้วยคำว่ารัตนะ สิ่งที่ประเสริฐที่สุด เมื่อมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพุทธรัตนะ เหนือสิ่งอื่นใด แก้วแหวนเงินทองใดๆ ก็ไม่มีค่าเท่ากับพระปัญญาคุณ ซึ่งทำให้พระองค์บริสุทธิ์จากความไม่รู้ทั้งหมด ดับกิเลสได้ และมีพระมหากรุณาที่จะอนุเคราะห์ให้คนอื่นได้รู้ตามด้วย ถ้าไม่ทรงมีพระมหากรุณา แต่ละคนจะไม่ได้ยินคำที่ตรัสเลย แม้แต่คำเดียว แล้วก็จะเห็นความลึกซึ้งจริงๆ ว่าถ้าไม่มีการได้ฟัง ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงใดๆ ได้ ตั้งแต่เกิดจนตายทุกคนก็ได้ยินคำว่าธรรมมานานบอกได้ไหม ธรรมคืออะไร เพราะฉะนั้นทุกอย่าง ถ้าจะเป็นความรู้ ก็ต้องตั้งต้นว่าคืออะไร ก่อนที่จะรู้ความลึกซึ้งของคำนั้น มากขึ้นมากขึ้น ก็ต้องตั้งต้นก่อน ครั้งแรกว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นทำทำทำธรรมคืออะไร

    ผู้ฟัง ผมชื่อสะดวก นามสกุล การเกษตร กราบท่านอาจารย์สุจินต์ จากการฟังธรรม ท่านก็บอกว่าเป็นสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงก็มีอยู่ ๒ อย่าง หลักใหญ่ๆ ก็คือว่า สิ่งที่เห็น กับสิ่งที่ถูกเห็น นี่พูดเฉพาะช่องทางตา สิ่งที่เห็นจะเรียกว่าจิตก็ได้ วิญญาณก็ได้ ธาตุรู้ก็ได้ ไปเห็นสิ่งที่ถูกเห็น นี่คือหลักความจริงที่ปรากฏ ผมไม่สงสัยหรอกว่าชาวพุทธส่วนใหญ่ ทำไมจึงมีแต่การเวียนเทียน การสวดมนต์ แม้แต่พระที่บวชเอง ตามวัดต่างๆ ท่านไม่ได้สอนเหมือนท่านอาจารย์สุจินต์ ท่านทำแต่พิธีกรรมนี่ มันวิกฤติขนาดไหน ก็เพราะเหตุท่านไม่รู้ แล้วท่านจะสอนอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็ขออนุโมทนา ที่มีผู้ที่รู้ทางที่จะทะนุบำรุงพระศาสนา ว่าไม่ใช่เวียนเทียนหรือว่าไม่ใช่สวดมนต์ แต่เป็นการเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประกาศเพื่อที่จะให้คนที่ฟัง เกิดความเข้าใจของตนเอง นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่ว่าฟังแล้วไม่เข้าใจ ต้องถามคนอื่น แต่ว่าฟังแล้วก็ไตร่ตรอง เข้าใจเมื่อไหร่ เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และรู้ว่าเพียงแค่คำเดียว ก็ต่างกับคำอื่นๆ เช่นธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่เปลี่ยนเลย แต่ว่าความเข้าใจต้องละเอียดขึ้น เดี๋ยวนี้คิดรึเปล่าว่ากำลังมีสิ่งที่มีจริง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทุกอย่างที่มีจริง ต่างกับที่เราเคยคิด เพราะฉะนั้นเพียงแค่ถามว่าเดี๋ยวนี้ อะไรมีจริง ตอบเองได้แล้วใช่ไหม จากคำที่บอกว่าทุกสิ่งที่มีจริงภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ความจริงของสิ่งที่มีจริง และทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริง ตั้งแต่ตรัสรู้จนใกล้ที่จะปรินิพพาน เป็นเรื่องสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ อะไรมีจริง ถ้าไม่ตอบ ไม่คิด ก็ไม่รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร และทรงแสดงอะไร แต่ถ้าเริ่มก็จะเป็นความเข้าใจของตัวเอง ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าใจสิ่งซึ่งมีตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย

    เมื่อครู่นี้พูดถึงเห็นมีจริงๆ แน่ เวลาที่ได้ฟังธรรมไม่ใช่ฟังเฉยๆ แต่กำลังฟังที่พูดความจริงของสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นพอพูดถึงเห็น เดี๋ยวนี้กำลังเห็น ไม่ใช่เรื่องเห็นเท่านั้น แต่มีเห็นให้รู้ว่ารู้หรือเปล่าว่าเห็นนี้เกิดขึ้น ถ้าเห็นไม่เกิดจะมีเห็นไหม แค่นี้ต้องไตร่ตรอง เพื่อที่จะได้เข้าใจความจริงของเห็น ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสต่อไป เห็นต้องเกิดถ้าเห็นไม่เกิดไม่มีเห็น ทุกคนเห็นแล้วใช่ไหม ใครทำให้เห็นเกิด

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 187
    1 มี.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ