อนัตตา -อัตตา
มีสติ - หลงลืมสติ
ปัญญา - อวิชชา
โลภะ โทสะ โมหะ - อโลภะ อโทสะ อโมหะ
ความเห็นถูก - ความเห็นผิดเชื่อในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลหรือมงคลตื่นข่าว
ความชั่ว - ความดี
กุศล - อกุศล
ปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า - ปัญญาปุถุชน
พวกเราเปรียบเสมือนท่อนไม้กลางแม่น้ำที่มี ฝั่งโน้น - กับฝั่งนี้คือ
อายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์)
ในเมื่อทุกอย่างมีที่สุด ผู้มีปัญญาเท่านั้นที่จะอบรมระลึกรู้สภาพธรรมะที่ปรากฏตามความเป็นจริงได้ ไม่มีบุคคลใดสามารถหลุดพ้นจากคุกแห่งนี้ได้ คุกแห่งกิเลส เว้นเสียแต่ฟังธรรมะ เข้าใจสภาพธรรม เมื่อรู้แล้วละคลายความติดข้องต่างๆ ตามลำดับ
ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปเพราะแม้แต่พระพุทธเจ้ายังทรงบำเพ็ญพระบารมีถึงสี่อสงไขยแสนกัป แล้วเราเป็นใครจึงอยากที่จะศึกษาแล้วได้ผลเร็วๆ ทั้งๆ ที่เจริญกุศลมาไม่เท่าไหร่ อกุศลมีมากมายจนบ่อยครั้งนึกรังเกียจความนึกคิดของตนเองว่า คิดไปได้อย่างไร จิตช่างวิจิตรอะไรอย่างนี้......
แต่ทุกอย่างก็เป็นอนัตตาจริงๆ แม้แต่ขณะต่อไปนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ขออนุโมทนาในกุศลจิตของสาวกทุกท่านค่ะ
"ภิกษุทั้งหลายเมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อนเป็นบุพนิมิต ฉันใดความมีกัลยาณมิตร
ก็เป็นตัวนำ เป็นบุพนิมิตแห่งการเกิดขึ้นของอารยอัษฎางคิกมรรคแก่ภิกษุ ฉันนั้น.ความมีกัลยาณมิตรเท่ากับเป็นพรหมจรรย์ (การครองชีวิตประเสริฐ) ทั้งหมดทีเดียว
เพราะว่า ผู้มีกัลยาณมิตรพึงหวังสิ่งนี้ได้คือ จักเจริญจักทำให้มากซึ่งอารยอัษฎางคิกมรรค" มั่นคงในหนทางนี้ขออนุโมทนา
ธรรมะเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรแปลกไปจากธรรมะที่เป็นธรรมดาในขณะนี้อีกแล้วเพียงแต่ว่าปัญญาจะรู้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมะที่เป็นธรรมดาหรือไม่เท่านั้นเอง...ขออนุโมทนาครับ...
สาธุ
ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
(คำกล่าวของสุเมธ พระโพธิสัตว์)
เมื่อทุกข์มีอยู่ แม้ธรรมดาสุขก็ย่อมมีฉันใด
เมื่อภพมีอยู่ แม้ภาวะที่มิใช่ภพ บุคคลก็พึงปรารถนาฉันนั้น.
เมื่อความร้อนมีอยู่ ความเย็นตรงกันข้ามก็มีอยู่
ฉันใด เมื่อไฟ ๓ กองมีอยู่ นิพพานเครื่องดับไฟ
บุคคลก็พึงปรารถนา ฉันนั้น.
เมื่อความชั่วมีอยู่ แม้ความดีก็ย่อมมีฉันใด เมื่อ
ชาติ (ความเกิด) มีอยู่ แม้ที่มิใช่ชาติ (ไม่เกิด) บุคคลก็พึงปรารถนา ฉันนั้น
ผู้ที่ศึกษาธรรมก็สะสมสิ่งที่ตรงกันข้ามคือ กุศลและอกุศล กิเลสและปัญญา ค่อยๆ ฟังพระธรรมต่อไป ปัญญาค่อยๆ เจริญขึ้น แม้สะสมอกุศลมากแต่เมื่อปัญญาเจริญขึ้นจนถึงระดับก็สามารถดับกิเลสที่สะสมมามากได้ เปรียบเหมือนทหารเลวแม้มีมาก ก็สู้นายทหารผู้เก่งกล้าที่มีไม่มาก ไม่ได้ ปัญญาเมื่อเจริญขึ้นก็ย่อมสามารถดับกิเลสที่มีมากได้ ไม่ประมาทในการฟังพระธรรมและการเจริญกุศลทุกประการครับ เพื่อละ เพื่อขัดเกลา เพื่อเป็นคนดี นี่คือจุดประสงค์ของการฟังธรรม
อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์
มีมืด ก็มีสว่าง มีเกิด ก็ต้องมีดับ เมื่อมีอวิชชา ก็ต้องวิชชาคือปัญญาที่จะดับกิเลสค่ะ
โลก มีความเกิดขึ้นของคู่ที่ตรงกันข้ามกันอยู่ เป็นธรรมดา
สุข - ทุกข์
ชอบ - ชัง
ดี - ไม่ดี
รู้ - ไม่รู้
เคยชิน - ไม่คุ้นเคย
และเพราะความไม่รู้ ไม่คุ้นเคย จึงรู้จักแต่ทางซ้ายทางขวา หากไม่หลงลืมละเลย ก็มัวแต่หมกมุ่นจดจ้อง ไม่มีความเข้าใจ ด้วยไร้ปัญญาและเพราะเหตุแห่งความไม่รู้นั้น จึงไม่รู้จักทางสายกลาง ทั้งที่หนทางนั้นมีอยู่ ก็ไม่มีวันมองเห็นหรือรู้จักได้ หากพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้ทรงตรัสรู้และทรงมีพระมหากรุณาคุณแสดงพระธรรมไว้ และหากไม่มียอดแห่งกัลยาณมิตร เช่น ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์คอยเป็นผู้ชี้แนะแนวทางให้เกิดความเข้าใจถูกต้อง ตรงตามพระธรรมนั้นแล้ว
ความเข้าใจแม้เท่าปลายเข็มหมุดก็คงยังไม่เกิดขึ้น
ทุกๆ วัน จึงต้องฟังพระธรรม ฟังแล้วฟังอีก ศึกษาแล้วศึกษาอีก เพราะกิเลสอกุศลที่สะสมและเสพคุ้นจนชินนั้นมีมาก ละคลายได้ยาก ความเข้าใจในพระธรรมจริงๆ เท่านั้นจึงจะค่อยๆ ถ่ายถอนความหลงผิดติดข้องต่างๆ ออกไปได้และคงยังต้องใช้เวลาในการศึกษา ขัดเกลา อดทนและเจริญกุศลกันอีกนานแสนนานมากๆ
ขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของทุกท่านค่ะ
เมื่อความชั่วมีอยู่ แม้ความดีก็ย่อมมีฉันใด เมื่อ
ชาติ (ความเกิด) มีอยู่ แม้ที่มิใช่ชาติ (ไม่เกิด) บุคคลก็พึงปรารถนา ฉันนั้น
ขออนุโมทนาค่ะ
ขออนุโมทนาครับ