ไม่พึงพิจารณาคนอื่นพึงพิจารณาตนเอง
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ภาค ๒ ตอน ๒ -หน้าที่ 62
เรื่องปาฏิกาชีวก
อุบาสิกาฟังธรรมแล้วถูกอาชีวกด่า
พระศาสดา ทรงเริ่มธรรมกถาสำหรับอนุโมทนา ด้วยพระสุรเสียง อันไพเราะ. อุบาสิกาฟังธรรมพลางให้สาธุการว่า " สาธุ สาธุ. " อาชีวกนั่งอยู่ห้องหลังนั่นแล ได้ยินเสียงนางให้สาธุการแล้วฟังธรรมอยู่ ไม่อาจจะอดทนอยู่ได้ จึงออกไป ด้วยคิดว่า " ทีนี้แหละ นางไม่เป็น ของเราละ" ดังนี้แล้ว ด่าอุบาสิกาและพระศาสดาโดยประการต่างๆ ว่า " อีกาลกิณี มึงเป็นคนฉิบหาย. มึงจงทำสักการะนี้แก่สมณะนั่นเถิด" ดังนี้เป็นต้น หนีไปแล้ว.
อุบาสิกามีจิตฟุ้งซ่าน อุบาสิกาละอาย เพราะถ้อยคำของอาชีวกนั้น ไม่อาจจะส่งจิตซึ่ง ถึงความฟุ้งซ่าน๑ ไปตามกระแสแห่งเทศนาได้. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะนางว่า "อุบาสิกา เธอไม่อาจทำจิต ให้ไปตาม (แนว) เทศนาได้หรือ?" อุบาสิกา. พระเจ้าค่ะ เพราะถ้อยคำของอาชีวกนี้ จิตของข้า- พระองค์ เข้าถึงความฟุ้งซ่านเสียแล้ว .
พระศาสดา ตรัสว่า "ไม่ควรระลึกถึงถ้อยคำที่ชนผู้ไม่เสมอภาค กันเห็นปานนี้กล่าว, การไม่คำนึงถึงถ้อยคำเห็นปานนี้แล้ว ตรวจดูกิจ ที่ทำแล้วและยังมิได้ทำของตนเท่านั้นจึงควร" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถา นี้ว่า :- "บุคคลไม่ควรทำคำแสยงขนของคนเหล่าอื่นไว้ ในใจ, ไม่ควรแลดูกิจที่ทำแล้วและยังมิได้ทำของคน เหล่าอื่น, พึงพิจารณากิจที่ทำแล้วและยังมิได้ทำ ของตนเท่านั้น."