ประวัติพระพุทธศาสนาของศรีลังกา (๒) พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ
พระมหินเถระที่ประเทศอินเดีย ได้พิจารณา ถึงกาลเวลาที่เหมาะสมในการประกาศพระศาสนาที่ประเทศศรีลังกา ว่าเวลาที่พระเจ้าเทวนัมปิยดิสขึ้นครองราชย์เป็นเวลาที่เหมาะสม ในการประกาศพระศาสนา และเมื่อ พระเจ้าเทวนัมปิยดิสขึ้นครองราชย์ พระอินทร์ก็ได้ไปบอกกับพระมหินเถระว่าถึง เวลาแล้วที่ควรไปประกาศพระศาสนาที่ประเทศศรีลังกา เหตุที่พระอินทร์ไปบอกกับ พระมหินเถระเพราะพระพุทธเจ้าเมื่อยังไม่ได้ปรินิพพาน ได้ทรงเห็นว่าในอนาคตกาล พระพุทธศาสนาจะรุ่งเรื่องที่ประเทศศรีลังกา จึงได้ตรัสกับพระอินทร์ว่าแม้พระองค์ก็ ควรไปเกาะศรีลังกากับพระมหินเถระด้วย มาถึงตอนที่ 2 เรื่องราวจึงพอสรุปได้ดังนี้ พระมหินเถระและภิกษุรูปอื่นๆ เหาะจาก ประเทศอินเดียมาที่มิสสกบรรพตที่ประเทศศรีลังกา ประมาณ ปี 236 หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ซึ่งในขณะนั้นพระเจ้าเทวนัมปิยดิสกำลังล่าเนื้ออยู่ที่ภูเขามิสสก บรรพตเช่นกัน จึงได้พบพระเถระและได้มีการสนทนาตามข้อความใน พระไตรปิฎก
[เล่มที่ 1] พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปฐมภาค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 123
พระมหินทเถระพร้อมกับคณะไปเกาะลังกา
พระเถระ รับคำของท้าวสักกะนั้นแล้ว เป็น ๗ คนทั้งตน เหาะขึ้นไปสู่เวหาจากเวทิสบรรพต แล้วดำรงอยู่บนมิสสกบรรพต ซึ่งชนทั้งหลายในบัดนี้จำกันได้ว่า เจติยบรรพตบ้าง ทางทิศบูรพาแห่งอนุราชบุรี. เพราะ เหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงได้กล่าวไว้ว่า พระเถระทั้งหลายพักอยู่ที่เวทิสคิรีบรรพตใกล้กรุงราชคฤห์ สิ้น ๓๐ ราตรีได้ ดำริว่า เป็นกาลสมควร ที่จะไปยังเกาะอัน ประเสริฐ, พวกเราจะพากันไปสู่เกาะอัน อุดม ดังนี้ แล้วได้เหาะขึ้นจากชมพูทวีป ลอยไปในอากาศดุจพญาหงส์บินไปเหนือ ท้องฟ้าฉะนั้น,พระเถระทั้งหลายเหาะขึ้นไป แล้วอย่างนั้นก็ลงที่ยอดเขาแล้ว ยืนอยู่บน ยอดบรรพต ซึ่งงามไปด้วยเมฆ อันตั้งอยู่ ข้างหน้าแห่งบุรีอันประเสริฐราวกะว่า หมู่- หงส์จับอยู่บนยอดเขาฉะนั้น. ก็ท่านพระมหินทเถระ ผู้มาร่วมกับพระเถระทั่งหลาย มีพระอิฏฏิยะ เป็นต้น ยืนอยู่อย่างนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ได้ยืนอยู่แล้วในเกาะนี้ ในปีที่ ๒๓๖ พรรษา นับมาแต่ปีที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน.
พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะสทรงพบพระมหินทเถระ
ก็ในวันนั้น ที่เกาะตัมพปัณณิทวีป มีงานนักษัตรฤกษ์ในเชษฐมาสต้น (คือเดือน ๗) พระราชาทรงรับสั่งให้โฆษณานักษัตรฤกษ์ แล้วทรงบังคับ พวกอำมาตย์ว่า พวกท่าน จงเล่นมหรสพเถิด ดังนี้ มีราชบุรุษจำนวนถึง สี่หมื่นเป็นบริวาร เสด็จออกไปจากพระนคร มีพระประสงค์จะทรงกีฬาล่าเนื้อ จึงเสด็จไปโดยทางที่มิสสกบรรพตตั้งอยู่ เวลานั้น มีเทวดาตนหนึ่ง ซึ่ง สิงอยู่ที่บรรพตนั้น คิดว่า เราจักแสดงพระเถระทั้งหลาย แก่พระราชา จึง แปลงเป็นตัวเนื้อละมั่งเที่ยวทำทีกินหญ้าและใบไม้อยู่ในที่ไม่ไกล (แต่พระเถระ นั้น) . พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นเนื้อละมั่งตัวนั้นแล้ว จึงทรงดำริว่า บัดนี้ ยังไม่สมควรจะยิงเนื้อ ตัวที่ยังเลินเล่ออยู่ จึงทรงดีดสายธนู เนื้อเริ่มจะหา ทางหนีๆ ไปทางที่กำหนดหมายด้วยต้นมะม่วง. พระราชาเสด็จติดตามไป ข้างหลังๆ แล้วเสด็จขึ้นสู่ทางที่กำหนดด้วยต้นมะม่วงนั่นเอง. ฝ่ายมฤค ก็ หายตัวไปในที่ไม่ไกลพระเถระทั้งหลาย พระมหินทเถระเห็นพระราชากำลัง เสด็จมาในที่ไม่ไกล จึงอธิษฐานใจว่า ขอให้พระราชาทอดพระเนตรเห็น เฉพาะเราเท่านั้น อย่าทอดพระเนตรเห็นพวกนอกนี้เลย จึงทูลทักว่า ติสสะ ติสสะ ขอจงเสด็จมาทางนี้. พระราชาทรงสดับแล้ว เฉลียวพระหฤทัยว่า ขึ้นชื่อว่าชนผู้ที่เกิดในเกาะนี้ซึ่งสามารถจะเรียกเราระบุชื่อว่า ติสสะ ไม่มี ก็ สมณะโล้นรูปนี้ทรงแผ่นผ้าขาดที่ตัด (ด้วยศัสตรา) นุ่งห่มผ้ากาสาวะ เรียก เราโดยเจาะชื่อ ผู้นี้คือใครหนอแล จักเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์? พระเถระจึง ถวายพระพรว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร อาตมภาพทั้งหลายชื่อว่าสมณะ เป็นสาวกของ พระธรรมราชามาที่เกาะนี้ จากชมพูทวีป เพื่ออนุเคราะห์มหาบพิตรเท่านั้น
ท้าวเธอพระองค์นั้น เมื่อทรงอนุสรณ์ถึงศาสนาประวัตินั้น ที่พระองค์ได้ทรงสดับมาไม่นาน (ได้ฟังจากพระเจ้าอโศก) ครั้นได้ทรงสดับคำนั้น ของพระเถระว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร! อาตมภาพทั้งหลาย ชื่อว่าสมณะเป็นสาวก ของพระธรรมราชาดังนี้ เป็นต้นแล้วทรงดำริว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย มาแล้วหนอแล จึงทรงทิ้งอาวุธในทันใดนั้นเอง แล้วประทับนั่งสนทนาสัมโมทนียกถาอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.เหมือนดังที่พระโบราณาจารย์ กล่าวไว้ว่า พระราชาทรงทิ้งอาวุธแล้ว เสด็จประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นประทับนั่ง แล้ว ได้ตรัสพระดำรัสประกอบด้วยประโยชน์ เป็นอันมากร่าเริงอยู่.
พระเถระแสดงให้พระราชาทอดพระเนตรเห็นจริงอีก ๖ คน
คราวนั้น พระเถระ ก็แสดงชน ๖ คนแม้นอกนี้. พระราชาทอดพระเนตรเห็น (ชนทั้ง ๖ นั้น) แล้ว จึงทรงรับสั่ง (ถาม) ว่า คนเหล่านี้มาเมื่อไร
พระเถระ มาพร้อมกับอาตมภาพนั่นแล มหาบพิตร
พระราชา ก็บัดนี้สมณะแม้เหล่าอื่น ผู้เห็นปานนี้ มีอยู่ในชมพูทวีปบ้างหรือ
พระเถระ มีอยู่ มหาบพิตร! บัดนี้ ชมพูทวีป รุ่งเรืองไปด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ สะบัดอบอวลไปด้วยลมฤษี, ในชมพูทวีปนั้น มีพระอรหันต์พุทธสาวกเป็นอันมาก ซึ่งเป็นผู้มีวิชชา ๓ และได้บรรลุฤทธิ์ เชี่ยวชาญทางเจโตปริยญาณ สิ้นอาสวะแล้ว. พระราชา. ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! พระคุณเจ้าทั้งหลาย พากันมาโดยทางไหน? พระเถระ. มหาบพิตร! อาตมภาพทั้งหลายไม่ได้มาทางน้ำและทางบกเลย. พระราชา. ก็ทรงเข้าพระทัยได้ดีว่า พระคุณเจ้าเหล่านี้มาทางอากาศ.
ประเทศศรีลังกา เป็นประเทศที่น่าไปมากที่สุด รองจากอินเดียค่ะ
เรียนถามค่ะ
พระอรหันต์ในกาลครั้งนั้น มีฤทธิ์ เหาะได้ เช่นเดียวกับท่านพระโมคคัลลานะ หรือคะ
ขอบคุณและขออนุโมทนาค่ะ
เรียน ความเห็นที่ 9
ช่วงนั้น ประมาณ พ.ศ. ๒๓๖ ยังมีผู้ที่ถึงพร้อมด้วยคุณ มีฤทธิ์ เหมือนครั้งพุทธกาล