ควรศึกษาตามหลักคำสอนโดยตรงคือพระไตรปิฏก
ในการศึกษาและปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ควรเป็นผู้ที่ละเอียดที่จะอบรมความรู้ยิ่งๆ ขึ้นไป ควรศึกษาตามหลักคำสอนโดยตรงคือพระไตรปิฏก และคำอธิบายจากอรรถกถาด้วย เพื่อเป็นเครื่องตรวจสอบในการศึกษาและปฎิบัติว่าตรงตามคำสอนหรือไม่เพราะอาจารย์ต่างๆ ท่านนำมาสอนเพียงบางส่วนเท่านั้น ยังมีอีกมากมายที่ท่านยังไม่นำมาสอน ฉะนั้น ควรเป็นผู้ละเอียดและอดทนในการศึกษาพระสัทธรรมอันละเอียดลึกซึ้งลุ่มลึก ถ้าขาดความละเอียด ย่อมไม่อาจจะเข้าถึงความละเอียดลึกซึ้งของพระสัทธรรมได้
ต้องอ่านให้ครบทุกเล่ม จึงจะเข้าใจพระธรรมและนำไปปฎิบัติได้ถูกต้องใช่ไหมครับ แต่คงทำได้ยากที่จะอ่านได้ครบทุกเล่ม และอ่านดูแล้วก็เข้าใจยากมาก โดยเฉพาะพระอภิธรรม
ถ้าสามารถอ่านได้ครบทุกเล่ม ก็คงจะเป็นการดีนะคะ เห็นด้วยที่ว่าบางเรื่องอ่านแล้วเข้าใจยาก โดยเฉพาะพระอภิธรรม ท่านอาจารย์เคยกรุณาแนะนำว่า ถ้ายังไม่เข้าใจบทใด ก็ข้ามไปก่อน แล้วเมื่อกลับมาอ่านอีกในภายหลัง อาจจะเข้าใจพี่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย.....
พระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม มีนัยละเอียดลึกซึ้งสอดคล้องกันทั้งหมดอ่านพระสูตรที่เข้าใจง่ายๆ ก่อน ก็ช่วยได้เยอะค่ะ.....
อีกอย่างหนึ่งคือหนังสือปรมัตธรรมสังเขป ของท่านอาจารย์ และหนังสือพระอภิธรรมในชีวิตประจำวัน ของคุณ Nina Van Gorkom (แปลโดย คุณดวงเดือน บารมีธรรม) ก็ทำให้อ่านพระอภิธรรมได้ดีขึ้นบ้างค่ะ....
ขอนำความเห็นจาก มิตรสหาย มาแสดง เพื่อขอคำแนะนำจากท่านวิทยากร ดังนี้คือ.
๑. ไม่สนใจศึกษา พระสูตร พระวินัย เพราะควรอยู่กับปัจจุบัน รู้สภาพธรรมใน ปัจจุบัน ท่านใช้คำว่า เจริญสติ. เพื่อไม่เสียเวลา. ๒. บางท่านไม่แน่ใจว่า พระไตรปิฎกที่ใช้กันอยู่ มีการนำเอาความเชื่อจากศาสนา อื่นมามาปะปนหรือไม่ เพราะผ่านการสังคายนาหลายครั้ง อาจจะไม่จริงทุก คาถา ๓. ข้อความในพระไตรปิฎกข้อไหนไม่รู้ ก็จะไม่สนใจ ใช้คำว่า ไม่เชื่อไม่ลบหลู่. ข้อความข้างต้นไม่ใช่ความเห็นของข้าพเจ้า แต่นำมาแสดง เพื่อขอคำแนะนำที่ถูกต้อง พร้อมเหตุผล เพื่อนำไปชี้แจง ในโอกาสต่อไป. กรุณาแนะนำด้วยค่ะ. ................................................
๑. ไม่สนใจศึกษา พระสูตร พระวินัย เพราะควรอยู่กับปัจจุบัน รู้สภาพธรรมในปัจุบัน ท่านใช้คำว่า เจริญสติ. เพื่อไม่เสียเวลา. ถ้าไม่มีปัญญา ก็จะไม่รู้เลยว่า ปัจจุบันธรรม คืออะไร อะไรรู้? เรารู้ หรือ สติรู้ ถ้าไม่สนใจศึกษาพระธรรมวินัยเลย แต่คิดวิธีเจริญสติเอาเองได้ ถ้าเช่นนั้นผู้นั้นก็ ต้องสามารถตรัสรู้เองแล้ว และก็คงไม่ต้องรอให้ถึงอีกไม่รู้กี่อสงขัยแสนกัป เพื่อ กาลอุบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แล้วพระองค์เล่า ถามว่า ท่านผู้กล่าว เช่นนั้นกำลังดูถูกพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าด้วยความเห็นผิดอยู่หรือไม่?
๒. บางท่านไม่แน่ใจว่า พระไตรปิฎกที่ใช้กันอยู่ มีการนำเอาความเชื่อจากศาสนา อื่นมามาปะปนหรือไม่ เพราะผ่านการสังคายนาหลายครั้ง อาจจะไม่จริงทุกคาถา ขณะที่ไม่แน่ใจหรือสงสัย ขณะนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล ถ้าไม่เคยรู้วาระจิตของตน เลย เพราะสติไม่เกิด จะเป็นผู้ที่เห็นพระธรรมและเข้าถึงพระธรรมได้ไหม ธุลีใน ดวงตาเบาบางไปบ้างหรือไม่ หรือยังหนาแน่นไปด้วยความคลางแคลงใจ ความ เห็นผิดและความไม่รู้อยู่
๓. ข้อความในพระไตรปิฎกข้อไหนไม่รู้ ก็จะไม่สนใจ ใช้คำว่า ไม่เชื่อไม่ลบหลู่. ตามกำลังของปัญญาครับ พระธรรมไม่สาธารณะกับใคร บังคับให้ใครเชื่อตาม หรือเห็นตามไม่ได้ หากผู้นั้นไม่ได้สั่งสมเหตุปัจจัยมา ที่จะเห็นถูกใน "พระธรรม" แต่สิ่งที่ไม่เชื่อหลายสิ่ง ปาฏิหาริย์มากมาย ที่เกินการหยั่งรู้ของปุถุชนผู้มีปัญญา น้อยก็ต้องเป็นจริงมาแล้วแน่นอน เมื่อไรที่เข้าถึงพระธรรมได้..เมื่อนั้นจึงจะเชื่อ
คำแนะนำของท่านวิทยากร บางข้อ ก็เคยถามแล้ว แต่คำตอบคือ ความเชื่อถือ ในตัวพระภิกษุที่ท่านนั้นๆ เคารพนับถือ ว่าตรัสรู้แล้ว ในฐานะที่ข้าพเจ้ายังเป็นนักศึกษาอยู่ ยังเอาตัวไม่รอดเลย คงทำได้แต่เพียง การรักษามิตรในทางโลกไว้เท่านั้น............... .................ขออนุโมทนาสำหรับคำแนะนำ...........................
คำสอนของพระพุทธองค์ เป็นอมตะ ไม่มีกาลเวลา รู้ได้เฉพาะตน ทุกคนควรอย่างยิ่งให้ความเคารพ บูชา เหนืออื่นใด และอริยสงฆ์เจ้าผู้สืบทอดคำสอน เป็นผู้มีกิเลสเบาบางหรือสิ้นกิเลส ประกอบด้วยปัญญา และเมตตา มีหรือจะกล้าทำอะไรผิดคำสอนได้ (สังคายนา)
นมัตถุ พุทธานัง นมัตถุ โพธิยา