พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

๓. มหาปันถกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมหาปันถกเถระ

 
บ้านธัมมะ
วันที่  20 พ.ย. 2564
หมายเลข  40638
อ่าน  426

[เล่มที่ 52] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 298

เถรคาถา อัฏฐกนิบาต

๓. มหาปันถกเถรคาถา

ว่าด้วยคาถาของพระมหาปันถกเถระ


อ่านหัวข้ออื่นๆ ... [เล่มที่ 52]


  ข้อความที่ 1  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 298

๓. มหาปันถกเถรคาถา

ว่าด้วยคาถาของพระมหาปันถกเถระ

[๓๖๘] เมื่อใด เราได้เห็นพระศาสดาผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ เป็นครั้งแรก เมื่อนั้นความสลดใจได้เกิดมีแก่เรา เพราะได้เห็นพระศาสดาผู้อุดมบุรุษ

ผู้ใด (ต้องการสมบัติ) เอาใจผู้มีสิริ (คือคนมีสมบัติ) ผู้นอนอยู่ (บนเตียง) ด้วยใช้มือและเท้าบีบนวด ผู้นั้นจะทำเช่นนั้นให้พระศาสดาทรงยินดีไม่ได้

ครั้งนั้นเราได้ละทิ้งบุตร ภรรยา ทรัพย์ และธัญญาหาร ปลงผมและหนวดออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาสาชีพ สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ ทั้งหลาย ถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ต่อมาร

ครั้งนั้น ความตั้งใจปรารถนาสำเร็จแก่เรา เราไม่ได้นั่งอยู่เปล่าแม้เพียงครู่เดียว ในเมื่อยังถอนลูกศร คือตัณหาขึ้นไม่ได้ ขอจงดูความเพียร ความบากบั่น ของเราผู้อยู่ด้วยความตั้งใจอย่างนั้น

เราได้บรรลุวิชชา ๓ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว เราระลึกชาติก่อนๆ ได้ ได้ชำระทิพยจักษุหมดจดแล้ว เป็นพระอรหันต์ ผู้ควรแก่ทักษิณา หลุดพ้นแล้ว ไม่มีอุปธิ

ต่อเมื่อราตรีสิ้นไปแล้ว พระอาทิตย์อุทัยขึ้นมา เราทำตัณหาทั้งปวงให้เหือดแห้งไป จึงเข้าไปสู่ภายในกุฎีโดยบัลลังก์.

จบมหาปันถกเถรคาถา

 
  ข้อความที่ 2  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 299

พระเถระ ๓ องค์ ได้กล่าวคาถาไว้ในอัฏฐกนิบาตองค์ละ ๘ คาถา รวมเป็น ๒๔ คาถา คือ ๑.พระมหากัจจายนเถระ ๒.พระสิริมิตตเถระ ๓.พระมหาปันถกเถระ.

จบอัฏฐกนิบาต

อรรถกถามหาปันถกเถรคาถาที่ ๓

มีคาถา ของ ท่านพระมหาปันถกเถระ ว่า ยทา ปมมทฺทกฺขึ ดังนี้เป็นต้น. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร.

ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านมหาปันถกนี้เป็นกุฎุมพี สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ ในหังสวดีนคร วันหนึ่งกำลังฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดากำลังตั้งภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ฉลาดในการเปลี่ยน แปลงทางสัญญา แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงบำเพ็ญมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วัน แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อ ๗ วันมาแล้ว พระองค์ทรงแต่งตั้งภิกษุใดไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ภิกษุนี้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางสัญญาในศาสนาของเรา ดังนี้ ขอด้วยพลังแห่งกุศลกรรมที่สั่งสมไว้นี้ แม้ข้าพระองค์ก็พึงเป็นผู้เลิศในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาล เหมือนภิกษุนั้นเถิด.

ฝ่ายน้องชายของท่านกุฎุมพีนั้น บำเพ็ญกุศลกรรมสั่งสมไว้ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ แล้วตั้งปณิธานไว้ โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล ๒ อย่าง ได้แก่

 
  ข้อความที่ 3  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 300

การนิรมิตร่างกายที่สำเร็จด้วยใจ และความเป็นผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางใจ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นว่าความปรารถนาของคนทั้งสองจะสำเร็จโดยไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล ในที่สุดแห่ง ๑๐๐,๐๐๐ กัป ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ความปรารถนาของพวกเธอจักสำเร็จ.

คนทั้ง ๒ นั้น บำเพ็ญบุญเป็นอันมากในอัตภาพนั้นจนตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้น ก็พากันไปบังเกิดในเทวโลก. ในคน ๒ คนนั้น ท่านไม่ได้กล่าวถึงกัลยาณธรรม ที่มหาปันถกกระทำไว้ในระหว่างเลย.

ฝ่ายจูฬปันถก บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่ากัสสปะ เจริญโอทาตกสิณตลอด ๒๐,๐๐๐ ปีแล้ว บังเกิดในเทวบุรี. ส่วนในอปทานกล่าวว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ จูฬปันถกเป็นดาบสอยู่ในหิมวันตประเทศ พบพระผู้มีพระภาคเจ้าในที่นั้นแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยฉัตรดอกไม้. เมื่อคน ๒ คนนั้น ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์นั่นแล ๑๐๐,๐๐๐กัปล่วงไป. ต่อมาพระศาสดาของพวกเรา บรรลุอภิสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงยังพระธรรมจักรอันบวรให้เป็นไป ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร.

ก็สมัยนั้น ลูกสาวของท่านธนเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ ลักลอบได้กันกับทาสของตน กลัวพวกญาติ จึงถือเอาทรัพย์ที่พอเป็นสาระติดมือหนีไปกับทาสคนนั้น อยู่กันในที่อื่น อาศัยการอยู่ร่วมกันนั้น จึงตั้งครรภ์ พอครรภ์แก่เต็มที่ คิดว่าเราจักไปตลอดยังเรือนของญาติ แล้วก็เดินไปคลอดบุตรในระหว่างทางนั่นเอง ถูกสามีตามให้กลับแล้ว ก็อยู่ในที่ที่ตน

 
  ข้อความที่ 4  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 301

อยู่ก่อน ได้ทำการตั้งชื่อบุตรว่า ปันถก เพราะเกิดในหนทาง. ในเวลา ที่นางย้อนกลับมา กลับไปอยู่นั้น อาศัยเหตุนั้นนั่นแล จึงได้ตั้งครรภ์ขึ้นเป็นครั้งที่สอง พอครรภ์แก่เต็มที่ก็คลอดบุตรในระหว่างหนทาง โดยนัยดังกล่าวแล้วในตอนต้นเหมือนกัน ถูกสามีตามให้กลับแล้ว ตั้งชื่อ ลูกชายคนโตว่า มหาปันถก ตั้งชื่อลูกชายคนเล็กว่า จูฬปันถก อยู่ในที่ที่เคยอยู่แล้วนั่นแล. เมื่อเด็กทั้งสองเจริญวัยโดยลำดับ ถูกเด็กทั้งสองคนนั้นรบเร้าอยู่ว่า แม่! บอกตระกูลคุณตาคุณยายแก่พวกผมบ้างเถิด จึงส่งเด็กทั้งสองคนไปหามารดาบิดา. จำเดิมแต่กาลนั้นมา เด็กทั้งสองคน ก็เจริญวัย ในเรือนของท่านธนเศรษฐี.

ในเด็กทั้ง ๒ คนนั้น จูฬปันถก ยังเป็นเด็กเล็กนัก ส่วนมหาปันถก ไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้ากับคุณตาได้ เห็นพระศาสดาแล้ว พร้อมกับการเห็นก็ได้เกิดศรัทธา ฟังธรรมแล้ว เพราะค่าที่ตนสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เป็นผู้มีความประสงค์จะบรรพชา จึงบอกลาท่านตา. ท่านตา นั้นกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระศาสดาแล้ว ก็ให้เขาบรรพชา. เขาบรรพชาแล้ว เล่าเรียนพระพุทธพจน์ได้เป็นจำนวนมาก พอมีอายุครบ ๒๐ ปี อุปสมบทแล้ว ทำมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยพิเศษ เป็นผู้ได้อรูปฌาน ๔ ออกจากอรูปฌาน ๔ นั้นแล้ว ก็พยายามยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเป็นเลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลายผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางสัญญา ท่านยับยั้งอยู่ด้วยความสุข อันเกิดแต่ฌานและความสุขอันเกิดแต่ผล. วันหนึ่งจึงพิจารณาถึงข้อปฏิบัติของตน อาศัยข้อปฏิบัติที่ตนได้บรรลุแล้ว ได้เกิดโสมนัส เมื่อจะบันลือ สีหนาท จึงกล่าวคาถา๑เหล่านั้นว่า


๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๖๘.

 
  ข้อความที่ 5  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 302

เมื่อใด เราได้เห็นพระศาสดาผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ เป็นครั้งแรก เมื่อนั้นความสลดใจได้เกิดมีแก่เรา เพราะได้เห็นพระศาสดาผู้อุดมบุรุษ

ผู้ใด (ต้องการสมบัติ) เอาใจผู้มีสิริ (คือคนมีสมบัติ) ผู้นอนอยู่ (บนเตียง) ด้วยใช้มือและเท้าบีบนวด ผู้นั้นจะทำเช่นนั้นให้พระศาสดาทรงยินดีไม่ได้

ครั้งนั้นเราได้ละทิ้งบุตร ภรรยา ทรัพย์ และธัญญาหาร ปลงผมและหนวดออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาและอาชีพ สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ต่อมาร

ครั้งนั้น ความตั้งใจปรารถนาสำเร็จแก่เรา เราไม่ได้นั่งอยู่เปล่าแม้เพียงครู่เดียว ในเมื่อยังถอนลูกศรคือตัณหาขึ้นไม่ได้ ขอจงดูความเพียร ความบากบั่น ของเราผู้อยู่ด้วยความตั้งใจอย่างนั้น

เราได้บรรลุวิชชา ๓ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว เราระลึกชาติก่อนๆ ได้ ได้ชำระทิพยจักษุหมดจดแล้ว เป็นพระอรหันต์ ผู้ควรแก่ทักษิณา หลุดพ้นแล้ว ไม่มีอุปธิ

ต่อเมื่อราตรีสิ้นไปแล้ว พระอาทิตย์อุทัยขึ้นมา เราทำตัณหาทั้งปวงให้เหือดแห้งไป จึงเข้าไปสู่ภายในกุฎีโดยบัลลังก์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา แปลว่า ในกาลใด. บทว่า ปมํ แปลว่า ตั้งแต่ครั้งแรก. บทว่า อทฺทกฺขึ แปลว่า ได้เห็นแล้ว. บทว่า สตฺถารํ ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้า.

 
  ข้อความที่ 6  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 303

บทว่า อกุโตภยํ แปลว่า ผู้ไม่มีภัย. ก็เนื้อความในข้อนั้น มี ดังต่อไปนี้ :- ในเวลาที่เราไปพร้อมกับคุณตาของเราได้เห็นเป็นครั้งแรก ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ชื่อว่า สัตถา (พระศาสดา) เพราะทรงพร่ำสอนเวไนยสัตว์ ด้วยทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์ และ ปรมัตถประโยชน์ ตามสมควร. พระองค์ผู้ไม่มีภัย มีความแกล้วกล้าด้วย เวสารัชญาณ. พระองค์ชื่อว่าเป็นผู้ปลอดภัย เพราะไม่มีภัยแม้ในที่ไหนๆ เพราะเหตุแห่งภัยทั้งหมด พระองค์ละได้แล้ว ที่ควงไม้มหาโพธินั่นแล, เพราะได้เห็นพระศาสดานั้น ผู้อุดมบุรุษ คือผู้เป็นบุคคลชั้นยอดในโลก พร้อมทั้งเทวโลก เพราะเหตุแห่งการเห็นนั้น คือเพราะการเห็นนั้น ภายหลังความสลดใจจึงได้เกิดมีแก่เราว่า ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ เราไม่ได้โอกาสเพื่อจะเห็นพระศาสดา และเพื่อจะได้ฟังธรรมเลย คือมีญาณ พร้อมด้วยโอตตัปปะบังเกิดขึ้นแล้ว. ก็เรามีความสลดใจเกิดขึ้นแล้ว จึงได้คิดอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงแสดงด้วยคาถาว่า สิรึ หตฺเถหิ ผู้ใด (ต้องการ) เอาใจผู้มีสิริ ดังนี้เป็นต้น.

เนื้อความแห่งบาทคาถานั้น มีดังต่อไปนี้ :- บุคคลใดคือคนผู้ต้องการสมบัติ คิดว่า เราจักเป็นผู้อุปัฏฐากอยู่กับท่าน ดังนี้แล้ว จึงนวดและเหยียบท่านผู้มีสิริทั่วร่างกายซึ่งอยู่บนที่นอน ด้วยมือและเท้าคอยรับใช้ บุรุษผู้อาภัพนั้น คือเห็นปานนั้น พึงล้มเหลวที่จะยังพระศาสดาสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีสิริเช่นนั้น ใ้ห้ทรงยินดี คือ (ล้มเหลว) ที่จะได้ (ความสังเวช) ในขณะที่ ๙ นี้เพราะเขาไม่ทำตามพระโอวาท อธิบายว่า ส่วนเรา (มหาปันถก) หาทำเช่นนั้นไม่ ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ตทาหํ ฯเปฯ อนคาริยํ ครั้งนั้น เราได้ละทิ้งบุตร เป็นต้น

 
  ข้อความที่ 7  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 304

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉฑฺฑยึ แปลว่า ได้ละทิ้ง. บาลีว่า ฉฑฺฑิยํ ดังนี้ก็มี. ถามว่า พระเถระนี้ ไม่ได้เคยมีภรรยาครอบครอง มาบวช (แต่เล็กๆ) แล้ว มิใช่หรือ เพราะเหตุไร ท่านจึงได้กล่าวว่า เราละทิ้งบุตรและภรรยาเล่า? ตอบว่า เปรียบเหมือนบุรุษ ตัดต้นไม้ที่ยังไม่เกิดผล เมื่อตัดแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เสื่อมจากผลที่ได้แล้วจากต้นไม้ นั้นฉันใด คำอุปมาเป็นเครื่องยังอุปไมยให้ถึงพร้อมนี้ บัณฑิตก็พึงทราบ ฉันนั้น.

บทว่า สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน ความว่า ในที่ที่ภิกษุทั้งหลายเป็นอยู่ร่วมกัน มีชีวิตอย่างเดียวกัน มีความประพฤติเสมอกัน ด้วยอธิศีลสิกขา ด้วยเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสาชีพ คือสิกขาบท ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยความเป็น ภิกษุ ทำสิกขาให้บริบูรณ์ และเป็นผู้ไม่ยอมก้าวล่วงสาชีพ ชื่อว่าเป็นผู้ทำสิกขาและสาชีพทั้งสองนั้นให้ถึงพร้อม. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงแสดง ถึงความตั้งมั่นในศีลคือพระปาติโมกข์ อันหมดจดด้วยดี.

บทว่า อินฺทฺริเยสุ สุสํวุโต ความว่า เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยดี ในอินทรีย์ทั้งหลายที่มีใจเป็นที่ ๖ คือผู้มีจักษุทวารเป็นต้น อันปิดดีแล้ว ด้วยบานประตูคือสติ ด้วยอำนาจการห้ามความเป็นไป แห่งกิเลสมีอภิชฌา เป็นต้น ที่จะมาปรากฏในอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น.

ด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อว่าโดยเนื้อความ แม้ศีลที่นอกไปจากนี้ ก็เป็นอันพระเถระได้แสดงไว้แล้วทีเดียว ด้วยการแสดงความถึงพร้อมแห่งศีล

 
  ข้อความที่ 8  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 305

คือปาฏิโมกขสังวรและอินทรียสังวร เพราะเหตุนั้น พระเถระครั้นแสดง ความถึงพร้อมแห่งจตุปาริสุทธิศีลของตนแล้ว จึงกล่าวถึงภาวนานุโยค ในพุทธานุสสติ ด้วยคำเป็นต้นว่า นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ ( นอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) นี้.

บทว่า วิหาสึ อปราชิโต ความว่า เราเป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ต่อมาร มีกิเลสมารเป็นต้นอยู่, คือไม่ถูกมารมีกิเลสมารเป็นต้นเหล่านั้น ครอบงำได้ จนได้บรรลุถึงพระอรหัต ได้แก่ โดยที่แท้ เราครอบงำกิเลสมารเป็นต้น เหล่านั้นนั่นแลอยู่.

บทว่า ตโต ความว่า เพราะเป็นผู้มีศีลหมดจดด้วยดี เลื่อมใสยิ่งในพระศาสดา ดำรงอยู่ในข้อปฏิบัติเพื่อครอบงำกิเลส.

บทว่า ปณิธี ได้แก่ ปณิธาน ความตั้งใจแน่วแน่, หรือเพราะมีความปรารถนาที่ตั้งใจจริง.

บทว่า อาสิ คือ อโหสิ แปลว่า ได้มีแล้ว.

บทว่า เจตโส อภิปตฺถิโต ได้แก่ ความปรารถนาทางใจของเรา. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็ความปรารถนานั้น เป็นเช่นไร? ท่านจึง กล่าวว่า เราไม่ได้นั่งอยู่เปล่าแม้เพียงครู่เดียว ในเมื่อยังถอนลูกศรคือ ตัณหาขึ้นไม่ได้ ความว่า ความปรารถนาที่ตั้งใจจริง ได้มีแก่เราอย่างนี้ว่า เราไม่พึงนั่ง คือไม่พึงสำเร็จการนั่งอยู่เปล่า แม้เพียงครู่เดียว ในเมื่อยัง ถอนลูกศรคือตัณหาขึ้นไม่ได้จากหัวใจของเรา ด้วยแหนบคืออรหัตมรรค.

ก็พระเถระอธิษฐานจิตอย่างนี้แล้ว เริ่มเจริญภาวนา ให้ราตรีล่วงไปด้วยการยืนและการจงกรมเท่านั้น ออกจากรูปสมาบัติแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา โดยมีองค์ฌานเป็นประธานแล้ว ก็ทำให้แจ้งได้ซึ่งพระอรหัต.

 
  ข้อความที่ 9  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 23 มี.ค. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้า 306

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตสฺส เม ดังนี้เป็นต้น. บทว่า นิรูปธิ ได้แก่ ไม่มีอุปธิ เพราะไม่มีอุปธิกิเลสเป็นต้น.

บทว่า รตฺยาวิวสาเน ได้แก่ ในเมื่อส่วนแห่งราตรีสิ้นไปแล้ว คือ เมื่อราตรีสว่างแล้ว.

บทว่า สูริยุคฺคมนํ ปติ ได้แก่ ทำการขึ้นไปแห่งพระอาทิตย์ ให้เป็นลักษณะ.

บทว่า สพฺพํ ตณฺหํ ได้แก่ ทำกระแสแห่งตัณหาทั้งหมด อันต่างโดยประเภทมีกามตัณหาเป็นต้น ให้แห้ง คือให้แห้งเหือดไปด้วยพระอรหัตมรรคได้ ก็เพราะท่านมั่นคงต่อคำปฏิญาณว่า เราไม่ได้นั่งอยู่เปล่า ในเมื่อยังถอนลูกศรคือตัณหาขึ้นไม่ได้.

บทว่า ปลฺลงฺเกน อุปาวิสึ ความว่า เรานั่งคู้บังลังก์. คำที่เหลือ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

จบอรรถกถามหาปันถกเถรคาถา

จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา

อัฏฐกนิบาต