ไม่มีใครทำโกรธให้เกิดขึ้น มีเหตุปัจจัยความโกรธก็เกิด
ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นสิ่งที่มีจริง ไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะ เป็นจริงอย่างไร
ก็เป็นจริงอย่างนั้น และเป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
ของใคร ไม่มีใครทำอะไรให้เกิดขึ้นได้ เพราะทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
ไม่มีใครทำเห็นให้เกิดขึ้น ไม่มีใครทำได้ยินให้เกิดขึ้น แต่มีแล้ว เกิดแล้ว เพราะมีเหตุ
ปัจจัย ไม่มีใครทำโกรธให้เกิดขึ้น เมื่อมีเหตุปัจจัยให้ความโกรธเกิดขึ้น ความโกรธก็
เกิดขึ้น ไม่มีใครทำความติดข้องให้เกิดขึ้น เมื่อมีเหตุปัจจัยให้ความติดข้องเกิดขึ้น
ความติดข้อง ยินดีพอใจก็เกิดขึ้นเป็นปกติ จึงไม่มีใครทำอะไรให้เกิดขึ้นได้
ละความโกรธด้วยการเจริญเมตตา
ลืมความโกรธนั้นเสีย
แล้วระลึกถึงกัมมสกตาของตนและของผู้อื่น
อย่างนี้ว่า
“ท่านโกรธแล้วจะทำอะไรเขาได้
จักอาจเพื่อยังคุณ อันมีศีล เป็นต้น ของเขาให้พินาศไป ได้หรือ
เขามาด้วยกรรมของเขา
เขาก็จักไปด้วยกรรมของเขานั้นแหละ มิใช่หรือ”
ขออุทิศกุศลให้สรรพสัตว์
การคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้าย ความคิดประทุษร้าย การคิดปองร้ายกิริยาที่คิดปองร้าย ความคิดปองร้าย ความโกรธ ความแค้นความดุร้าย ความปากร้ายความไม่แช่มชื่นแห่งจิต ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่าโทสะมี โทสะนั้นมีความดุร้ายเป็นลักษณะ พึงเห็นเหมือนอสรพิษถูกประหาร มีการกระสับกระส่ายเป็นรสพึงเห็นเหมือนถูกยาพิษ อีกอย่างหนึ่ง มีการหม่นไหม้นิสัยของตนเป็นรสพึงเห็นเหมือนไฟไหม้ป่า มีการประทุษร้ายเป็นปัจจุปัฏฐาน พึงเห็นเหมือนศัตรูได้โอกาส มีอาฆาตวัตถุเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นเหมือนน้ำมูตรเน่าเจือด้วยยาพิษ ฉะนั้น. อย่างนี้ก็มีเราที่โกรธ มีเขาที่เราอาฆาต แต่ถ้าพิจารณาด้วยปัญญาว่า
"ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นสิ่งที่มีจริงไม่เปลี่ยนแปลง ลักษณะเป็นจริงอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้นและเป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร"อย่างนี้เป็นไตรลักษณ์ เป็นปัญญา กุศลจิตย่อมเกิดขึ้นแทนความโกรธ